2. อัตราการติดโรคไข้เลือดออกเพิ่มสูงขึ้นกว่า 30 เท่า
ไข้เลือดออกมีอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าเพิ่มขึ้นจาก 50 ปีก่อนถึง 30 เท่า ก่อนปี ค.ศ. 1970 มีเพียง 9 ประเทศที่พบการระบาดของไข้เลือดออก แต่ในปัจจุบันพบการระบาดของไข้เลือดออกถึง 129 ประเทศทั่วโลก หรือพูดง่ายๆ ว่ากว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั่วโลกเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้เลือดออกเดงกี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปสหรัฐอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และหมู่เกาะแปซิฟิก ยิ่งในทวีปเอเชียของเรา ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อไข้เลือดออกถึงร้อยละ 70 เลยทีเดียว
3. ชุมชนเมืองเพิ่ม การระบาดของไข้เลือดออกก็เพิ่มตามไปด้วย
ชุมชนเมืองที่ประชากรอยู่อาศัยกันหนาแน่มักทำให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงเพิ่มมากขึ้น ทำให้ยุงสามารถกัดและแพร่เชื้อได้มากขึ้น นักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว ก็สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัสเดงกีได้ไกลและกว้างขึ้น จากการเดินทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ประกอบกับภาวะโลกร้อน เมื่ออุณหภูมิทั่วโลกสูงขึ้น สภาพความชื้นและความอบอุ่นที่เกิดขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การเจริญเติบโตของยุงก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
4. ไวรัสไข้เลือดออกเดงกีมี 4 สายพันธุ์
เชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 โดยส่วนใหญ่แล้วไข้เลือดออกเดงกีมักไม่มีอาการแสดงหรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ในบางรายก็สามารถเกิดเป็นไข้เลือดออกเดงกีชนิดรุนแรงได้
สัญญาณเตือนการติดเชื้อไข้เลือดออกที่รุนแรง คือ
• ปวดท้องอย่างรุนแรง
• อาเจียนมาก อาเจียนต่อเนื่อง
• หายใจเร็ว
• เลือดออกบริเวณเหงือก
• รู้สึกเหนื่อยมาก
• รู้สึกอ่อนเพลีย
• อาเจียนมีเลือดปน
5. เราสามารถติดเชื้อไข้เลือดออกเดงกีได้ถึง 4 ครั้ง
เพราะเชื้อไวรัสไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ และการระบาดก็จะสลับหมุนเวียนไป ทำให้ในแต่ละปีมีสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดแตกต่างกันออกไป กรณีที่เราเคยเป็นไข้เลือดออกชนิดหนึ่ง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเดงกีแค่ชนิดที่ติดเท่านั้น ฉะนั้นเราจึงมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกอีก 3 สายพันธุ์ได้ ทำให้ตลอดชีวิตของเราสามารถที่จะติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีได้มากถึง 4 ครั้งนั่นเอง
6. การติดเชื้อไข้เลือดออกซ้ำ เสี่ยงอาการรุนแรงมากกว่าเดิม
หากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีครั้งที่ 2 เกิดจากสายพันธุ์ชนิดที่แตกต่างจากเดิม อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เพราะในการได้รับเชื้อไข้เลือดออกในครั้งแรกร่างกายของเราจะมีระบบภูมิคุ้มกันโดยการสร้างภูมิต้านทานออกมาต่อสู้กับการเชื้อไวรัส แต่ภูมิต้านทานไม่ได้อยู่ถาวรหรือป้องกันชนิดอื่นๆ สามารถป้องกันได้เพียงสายพันธุ์ที่เคยติดมาแล้ว เมื่อได้รับเชื้อไข้เลือดออกซ้ำในครั้งที่สองแต่คนละสายพันธุ์ภูมิต้านของเราในร่างกายเราจึงเกิดอาการสับสน และทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่สามารถสู้กับเชื้อไวรัสได้อย่างทันเวลา จึงเป็นผลให้การติดเชื้อในครั้งที่ 2 มีอาการรุนแรงมากกว่า และอันตรายถึงชีวิตมากกว่า
7. ไข้เลือดออก ติดได้ ไม่เลือกคน
ยุงลาย คือพาหะนำโรคไข้เลือดออกเดงกี และถูกนับว่าเป็นพาหะที่แพร่กระจายได้เร็วที่สุดในโลก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใด หากมียุงลายก็มีโอกาสเสี่ยง หรือย้ำชัดๆ ว่าเราทุกคนมีโอกาสติดเชื้อไข้เลือดออกเดงกีได้ตลอดเวลา
8. ไข้เลือดออกสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มียาสำหรับรักษาโรคไข้เลือดออกแบบเฉพาะเจาะจง การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการและความรุนแรงของโรค นอกเหนือจากการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด หรือ การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงแล้ว ยังมีอีกวิธีที่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ นั่นก็คือ การฉีด “วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก” ซึ่งมี 2 ชนิด นั่นก็คือ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 3 เข็ม (Dengvaxia) และวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 2 เข็ม (QDenga) นั่นเอง
9.การป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออกมีสาเหตุมาจากการถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีมากัด ดังนั้น วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การป้องกันการถูกยุงกัด และการป้องกันไม่ให้ยุงเกิด โดยมีวิธีดังต่อไปนี้
- การป้องกันยุงกัด ได้แก่ ทายากันยุง นอนในมุ้ง ให้เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
- การจัดการภาชนะหรือสภาพแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น หมั่นเปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์ ใช้ทรายกำจัดลูกน้ำในภาชนะน้ำใช้ ปิดฝาภาชนะน้ำกิน/น้ำใช้ให้มิดชิด คว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ไม่ให้น้ำขังได้ ปล่อยปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูงในอ่างบัว/ไม้น้ำ
- เก็บบ้านให้ปลอดโปร่ง ไม่ให้มีมุมอับ เพื่อป้องกันยุงลายมาเกาะพัก
- ใช้สเปรย์กระป๋องฉีดพ่นกำจัดยุงลายในบ้าน
10.การดูแลรักษา
ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี เป็นการรักษาตามอาการ แพทย์ผู้รักษาจะต้องเข้าใจธรรมชาติของโรค และให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยผู้ป่วยในระยะแรกอาจยังไม่ต้องรับไว้ในโรงพยาบาล โดยแพทย์จะนัดตรวจตามอาการตั้งแต่วันที่ 3 ของอาการไข้เป็นต้นไป โดยติดตามทุกวันจนผู้ป่วยไม่มีไข้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง โดยไม่ใช้ยาลดไข้ สำหรับหลักการดูแลรักษาเมื่อเป็นไข้เลือดออกเบื้องต้น ได้แก่
1. พักผ่อนให้เพียงพอ
2. หากมีไข้ให้รับประทานยาพาราเซตามอลหรือเช็ดตัวเพื่อลดไข้ ห้ามรับประทานยาประเภท NSAIDs และ Steroids เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟ่น โดยเด็ดขาด เนื่องจากยาเหล่านี้อาจะทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติในทางเดินอาหาร เกิดภาวะตับ/ไตวานเฉียบพลัน
3. ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีดำ แดง น้ำตาล รวมทั้งการรับประทานยาที่ไม่จำเป็น
4. การให้สารน้ำทดแทนในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสม โดยการดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้แทนน้ำเปล่า เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ทำให้ขาดน้ำและเกลือแร่
5. หากมีอาการที่เป็นสัญญาณเตือน (Warning sign) ว่าเข้าสู่ระยะวิกฤติ ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันที ได้แก่
- ไข้ลดลงแต่อาการไม่ดีขึ้น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระสับกระส่าย
- ปวดท้องหรืออาเจียนมากกว่า 3 ครั้ง/วัน
- หน้ามืด จะเป็นลม เวียนศีรษะ หรือมือและเท้าเย็น ซึมลง
- ปัสสาวะลดลงหรือไม่มีปัสสาวะใน 4 - 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- เลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อุจจาระสีดำ อาเจียนเป็นเลือด ประจำเดือนมานอกรอบหรือมามากผิดปกติ ปัสสาวะสีน้ำตาลเข้มหรือดำ