ความไม่ปกติของฮอร์โมน
การนอนหลับไม่เพียงพอเปลี่ยนแปลงระบบฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่ควบคุมสมดุลพลังงานในสมอง ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้มีผลกับความอยากอาหารและน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
"ฮอร์โมนคอร์ติซอล" ฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้น คอร์ติซอลจะถูกกระตุ้นให้หลั่งมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับความเครียดและฟื้นฟูร่างกาย ฮอร์โมนตัวนี้กระตุ้นความหิวโหยทำให้รับประทานอาหารเพิ่มมากขึ้น ระดับคอร์ติซอลที่เพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุหลักของการดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) และการสะสมไขมันช่องท้อง (Visceral Fat)
"ฮอร์โมนเกรลิน" ฮอร์โมนความหิวเพิ่มขึ้น ผู้ที่นอนไม่พอมีระดับเกรลินเพิ่มขึ้นทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ทำให้รู้สึกอยากกินอาหาร โดยเฉพาะน้ำหวาน ขนมหวาน
"ระบบเอนโดแคนนาบินอยด์" (Endocannabinoid System) เปลี่ยนแปลงไป เป็นระบบที่ทำงานตามระบบนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย (Circadian Rhythm) โดยสาร 2-AG (2-Arachidonoylglycerol) จะสูงสุดในช่วงบ่าย และต่ำที่สุดขณะนอนหลับ ทำให้เราอยากรับประทานอาหารในเวลากลางวันและไม่รู้สึกหิวเวลากลางคืน แต่ผู้ที่นอนหลับไม่เพียงพอระดับสาร 2-AG สูงนานกว่าปกติ ส่งผลเพิ่มความหิว ความอยากอาหาร และไม่สามารถยับยั้งการรับประทานอาหารได้
"ฮอร์โมนเมลาโทนินลดลง" เมลาโทนินถูกหลั่งมากขึ้นเมื่อฟ้าเริ่มมืด ตามวงจรของแสงซึ่งสอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพ แม้กลไกระหว่างเมลาโทนินต่อการเกิดโรคอ้วนจะยังไม่ชัดเจน แต่มีงานวิจัยมากขึ้นที่พบความสัมพันธ์ของการขาดเมลาโทนินกับโรคอ้วน ผู้ที่ทำงานเป็นกะมีแนวโน้มจะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากการลดลงของเมลาโทนิน
เห็นหรือยังว่า "โรคอ้วน" ส่งผลกระทบให้นอนหลับไม่มีคุณภาพ และ "การนอนหลับที่ไม่ได้คุณภาพ" ก็ทำให้ความรุนแรงของโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องดูแลรักษาควบคู่กันไป ทั้งปรับการนอนและลดน้ำหนักตัวเพื่อหยุดวงจรนี้ให้สำเร็จ โดยการลดน้ำหนักนั้นต้องทำให้ได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ผู้ป่วยเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นรวมถึงผลดีของการลดน้ำหนัก ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประกอบด้วย
1) การรับประทานอาหารพลังงานต่ำและไขมันต่ำ โดยการรับประทานอาหารพลังงาน 1,000-1,500 แคลอรีต่อวัน หรือลดพลังงาน 500-750 แคลอรีจากที่เคยรับประทาน และให้มีสัดส่วนของไขมันน้อยกว่าร้อยละ 15-20 ของพลังงานที่รับประทาน
2) การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ และการมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น
3) การใช้ยาลดน้ำหนัก
4) การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก ทั้งนี้ อาจต้องปรึกษาแพทย์และนักโภชนาการ เพื่อวางแผนการลดน้ำหนัก การใช้ยา และการผ่าตัดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย