เนชั่นทีวี

Lifestyle

รวมเรื่องต้องรู้คู่สุขภาพของ “น้ำมัน” ไม่ใช่ “มัน” ไม่ดีต่อสุขภาพ

31 ส.ค. 2566

รวมเรื่องต้องรู้คู่สุขภาพของ “น้ำมัน” ไม่ใช่ “มัน” ไม่ดีต่อสุขภาพ

เปิดเรื่องจริงที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “น้ำมัน” ส่วนสำคัญที่ทำให้อาหารในแต่ละมื้อคือ เดอะเบสท์! และน้ำมันอะไรที่ควรมีไว้ติดครัว อยากรู้ต้องอ่าน

เมื่อเอ่ยถึง “น้ำมัน” หลายคนเบือนหน้าหนีเพราะความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า “น้ำมัน” คือตัวการที่ทำให้ “อ้วน” “ไขมันในเลือดสูง” “ไขมันพอกตับ” ทว่า ยังมีความลับมากมายที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับ “น้ำมัน” 

หากย้อนกลับไปในสมัยก่อน “น้ำมัน” ที่ใช้ในการทำอาหารประเภทผัดๆ ทอดๆ มักจะเป็น “น้ำมันหมู” ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเนื้อหมูที่เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่นิยมบริโภคกันมาก จนใน พ.ศ. 2505 รัฐบาลส่งเสริมให้มีการผลิต "น้ำมันพืช" ภายในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า จึงเกิดโรงงานสกัดน้ำมันพืชขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวมถึงโรงงานกลั่นน้ำมันพืชบริสุทธ์

รวมเรื่องต้องรู้คู่สุขภาพของ “น้ำมัน” ไม่ใช่ “มัน” ไม่ดีต่อสุขภาพ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นราว พ.ศ. 2520 เมื่อเริ่มมีผู้ประกอบการน้ำมันพืชรายใหญ่เข้ามาทำธุรกิจ และผลิตน้ำมันพืชบรรจุขวดพลาสติกขนาด 1 ลิตร ที่ดูสะอาด ปลอดภัย และสะดวกในการใช้มากขึ้น ความนิยมบริโภคน้ำมันพืชจึงเปลี่ยน แถมราคาก็ถูกกว่าน้ำมันหมู

น้ำมันพืช ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ในน้ำมันพืชจะมีกรดไขมัน 3 ประเภท แต่สัดส่วนนั้นจะแตกต่างกัน ประกอบด้วย

  • กรดไขมันอิ่มตัว 
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 

อย่างไรก็ตาม กรดไขมันทั้ง 3 ประเภทนี้ มีความสำคัญต่อร่างกายหลายด้าน ทั้งเป็นโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ ดีต่อการดูดซึมวิตามิน และผลิตฮอร์โมน ข้อดีของน้ำมันพืชยังช่วยเรื่องการสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย เป็นแหล่งพลังงานสะสมเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนอาหาร แต่ทุกอย่างต้องบริโภคในปริมาณที่พอดีจึงจะดีต่อร่างกายมากที่สุด ไม่อันตรายต่อร่างกาย ลดความเสี่ยงโรคภัย 

รวมเรื่องต้องรู้คู่สุขภาพของ “น้ำมัน” ไม่ใช่ “มัน” ไม่ดีต่อสุขภาพ

สำหรับ “น้ำมันพืช” ที่ดีควรอุดมด้วยโอเมก้า 3 และ 9 เพราะช่วยลดการอักเสบซ่อนเร้นในร่างกายและลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวม และหากขึ้นชื่อว่า “น้ำมันพืช” แล้ว ไม่ว่าขวดไหน ยี่ห้ออะไร ก็ไร้คอเรสเตอรอล เพราะพืชไม่สามารถสังเคราะห์คอเลสเตอรอลได้เอง น้ำมันพืชจึงไม่มีคอเลสเตอรอลในตัวอยู่แล้ว แต่น้ำมันพืชก็สามารถเปลี่ยนเป็น “ไขมันทรานส์” ได้ หากทอดที่อุณหภูมิสูงมากๆ และทอดซ้ำๆ จุดนี้แหละที่เริ่มอันตราย

5 น้ำมันดีต่อสุขภาพที่ควรมีไว้ติดครัว

1 น้ำมันมะพร้าว

เป็นน้ำมันที่มีวิตามินอี มีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถใช้บำรุงผิวและผมได้ เมื่อกินเข้าไปสามารถเผาผลาญได้ดี เหมาะกับคนที่กำลังลดความอ้วน เพราะทำให้กินมื้อต่อไปได้น้อยลง ช่วยเพิ่มระดับไขมันชนิดดี ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยชะลอวัย ช่วยล้างพิษขับของเสียออกจากร่างกาย และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วย

ความเหมาะสมในการบริโภค ควรกินแบบสดวันละ 3-4 ช้อนชา (แบ่งกินเป็นมื้อจนครบ) สามารถผสมกับน้ำสลัดหรือเครื่องดื่มต่างๆ ได้

ไม่แนะนำให้ใช้ทำอาหารที่ผ่านความร้อนทุกชนิด

2 น้ำมันรำข้าว

เป็นหนึ่งในน้ำมันปรุงอาหารที่ดีกับสุขภาพ ช่วยชะลอวัย บำรุงประสาท สมอง สายตา ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีไขมันไม่อิ่มตัว อุดมด้วยวิตามินอีช่วยเรื่องผิวและริ้วรอย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยต่อสู้กับอาการติดเชื้อและโรคทั่วไปอื่นๆ ได้ด้วย

ความเหมาะสมในการบริโภค กินสดๆ ได้ และสามารถใช้ปรุงอาหารที่มีความร้อนสูงได้ เช่น ผัด ทอด

ไม่แนะนำให้นำไปประกอบอาหารที่อุณหภูมิสูงเกินไป เพราะอาจลดคุณค่าของสารอาหาร

รวมเรื่องต้องรู้คู่สุขภาพของ “น้ำมัน” ไม่ใช่ “มัน” ไม่ดีต่อสุขภาพ

3 น้ำมันมะกอก

เป็นน้ำมันธรรมชาติสกัดจากผลมะกอกที่คนนิยมนำมาประกอบอาหาร สารธรรมชาติในน้ำมันมะกอกช่วยลดระดับไขมันเลวในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ช่วยลดน้ำหนัก มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความดันโลหิต และช่วยลดอาการท้องผูก 

ความเหมาะสมในการบริโภค กินสดๆ ได้ และสามารถนำไปผสมกับน้ำสลัด หรือใช้ปรุงเป็นซอสต่างๆ 

ไม่แนะนำ  เมนูทอด ผัด หรือการปรุงอาหารที่ผ่านกรรมวิธีความร้อน และน้ำมันมะกอกบางชนิดไม่เหมาะกับการกินสด เพราะฉะนั้นจึงควรอ่านฉลากก่อนบริโภคให้ดี

4 น้ำมันคาโนล่า

เป็นน้ำมันที่สกัดจากต้นคาโนล่า ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ มีกรดไขมันจำเป็น และโอเมก้า 6 ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ลดการเกิดหลอดเลือดอุดตัน นอกจากนี้ยังมีวิตามินอีที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้

ความเหมาะสมในการบริโภค สามารถใช้ปรุงเมนูย่าง ผัดที่ใช้ความร้อนแบบปานกลาง ใช้แทนน้ำสลัด และใช้แทนเนยในการอบขนมได้

ไม่แนะนำให้กินมาก ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้สะสมในร่างกายมากเกินไป

5 น้ำมันอะโวคาโด

สุดยอดน้ำมันธรรมชาติมากประโยชน์ อุดมด้วยกรดโอเลอิก ช่วยลดคอเลสเตอรอล บำรุงหัวใจ ช่วยเพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น แก้อาการกรดไหลย้อน ท้องอืด หรือมีแก๊สในกระเพาะ นอกจากนี้ยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้ด้วย

ความเหมาะสมในการบริโภค สามารถปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนทุกประเภทได้

ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ยางอะโวคาโด ควรศึกษาให้ดีก่อนบริโภค

 

เลือกน้ำมันอย่างไรให้ตรงกับประเภทการใช้

จุดเกิดควัน (Smoke Point) ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริโภคต้องรู้ เพราะเป็นตัวใช้วัดระดับการทนต่อความร้อนของน้ำมัน คือเมื่อเราให้ความร้อนแก่น้ำมัน ณ อุณหภูมิหนึ่งๆ จะทำให้น้ำมันเกิดควันและมีกลิ่นเหม็นไหม้ ทำให้รสชาติของสีและอาหารเปลี่ยนไป ซึ่งน้ำมันพืชโดยทั่วไปมีจุดเกิดควันที่ 227-237 องศาเซลเซียส

 

เมนูผัดไฟแรง 190-270 °C

  • น้ำมันอะโวคาโดมีจุดเกิดควัน (266 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันอัลมอนด์ (257 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันรำข้าว (254 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันเมล็ดชา (252 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันเมล็ดทานตะวัน (238 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันปาล์ม (230 องศาเซลเซียส)

 

เมนูผัดไฟแรงปานกลาง 170-200 °C

  • น้ำมันดอกคำฝอย (232 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันคาโนลา (218 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันวอลนัท (204 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันถั่วเหลือง (182 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันถั่วลิสง (177 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันงา (177 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันมะพร้าว (177 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันหมู (183-205 องศาเซลเซียส)

 

เมนูผัดไฟอ่อน (ได้)

  • น้ำมันมะกอก (163 องศาเซลเซียส)
  • น้ำมันข้าวโพด (160 องศาเซลเซียส)

 

น้ำมันที่ไม่ควรใช้ผัด

  • น้ำมันแฟลกซ์สีด (107 องศาเซลเซียส)

ดังนั้น หากบ้านไหนชอบการทอดหรือผัดเป็นพิเศษ ให้มองหาน้ำมันที่ผัดไฟแรงปานกลาง-แรง โดยน้ำมันในกลุ่มนี้มีชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเพราะมีโอเมก้า 3 และ 9 สูง เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันอะโวคาโด น้ำมันคาโนล่า น้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันวอลนัท ส่วนราคาจะค่อนข้างสูงและแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น นอกจากจะต้องเลือกให้ตรงประเภทการใช้งานแล้ว อาจต้องเลือกตามความเหมาะสมของเงินในกระเป๋าเราด้วยเช่นกัน