ใครบ้างที่มีแนวโน้มเกิดอาการ Post-Vacation Blues
- คนที่มีกดดันหรือเครียดในแต่ละวันสะสมอยู่ก่อนแล้ว
- คนที่มีอารมณ์ไม่ค่อยเสถียร เหวี่ยงง่ายอยู่แล้วจากปัญหาสุขภาพ หรือมีความไม่มั่นคงทางอารมณ์สูง
- คนที่มีประสบการณ์วันหยุดพักผ่อนที่แตกต่างจากการใช้ชีวิตประจำวันปกติมากๆ
วิธีการสังเกตอาการ Post-Vacation Blues
- ความรู้สึกไม่สดชื่น อาจมีปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว
- มีความกังวลเรื่องทุกอย่างจนเกินเหตุ
- เหนื่อยง่าย พักผ่อนเท่าไหร่ก็ไม่พอ รู้สึกหลับไม่อิ่ม
- การจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยมีสมาธิ
- หงุดหงิดง่าย
- บางคนอาจรู้สึกจมดิ่งไปกับอารมณ์เศร้าหมอง จนอาจเกิดการตั้งคำถามว่าทำไมชีวิตเรามันช่างเบื่อจืดชืดแบบนี้ และหดหู่เป็นที่สุด
ทั้งนี้ มีประเด็นที่พึงระมัดระวัง จากรายงานของหลายการศึกษาในต่างประเทศ ระบุว่าอัตราการฆ่าตัวตายมักพุ่งสูงขึ้นภายหลังช่วงของวันหยุดพักผ่อน
ความเหมือนที่แตกต่างของ "Post-Vacation Blues" และ "โรคซึมเศร้า"
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างอาการ Post-Vacation Blues และโรคซึมเศร้า โดยทั่วไปอาการ Post-Vacation Blues จะไม่ทำให้คนเราสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน (การเรียน การทำงาน การพบปะผู้คนหรือเข้าสังคม) เพียงแต่คนเราอาจรู้สึกไม่สุขสบาย ต้องพยายามรวบรวมแรงกายแรงใจเพื่อให้มีพลังงานเพียงพอที่จะทำทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันให้ลุล่วง ส่วนโรคซึมเศร้า เปรียบเหมือนหมอกหนาที่กดทับคนเราไว้ คนเป็นโรคซึมเศร้าจะมีความยากลำบากในการทำหน้าที่ต่างๆ ในชีวิตประจำวันอย่างมากจนถึงขั้นทำไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่เคยทำได้ และส่งผลกระทบก่อให้เกิดความเสียหายด้านอื่นๆ ตามมา
หดหู่ใจไม่เป็นไร แต่หาก “หมดไฟ” ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน
ไม่ใช่แค่อาการ Post-Vacation Blues เท่านั้นที่บั่นทอนการทำงาน อีกปัญหาที่พบมากในปัจจุบันคือ ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout Syndrome ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้เป็นอาการป่วยที่มีผลมาจากความเครียดเรื้อรังในสถานที่ทำงาน และควรได้รับการดูแลจากแพทย์ก่อนรุนแรงและคุกคามการใช้ชีวิต ซึ่งสาเหตุมาจากการเผชิญกับความเครียดในที่ทำงานเป็นระยะเวลายาวนาน เป็นภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ ที่เป็นผลมาจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงาน วิธีสังเกตง่ายๆ คือ เหนื่อยล้า หมดพลัง ชอบคิดลบต่อความสามารถของตนเอง ขาดความเชื่อมั่นในความสำเร็จ เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานประเมินว่าเรามีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำงานได้ไม่เหมือนเดิม และที่พบบ่อยคือ ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานและคนรอบข้างแย่ลง
ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งแรกที่ควรทำคือ หยุดพักเพื่อจัดการความเครียด แต่ถ้าไม่สามารถลาหยุด ควรตั้งสติ ปรึกษาคนที่ไว้ใจได้ เพื่อวางแผนจัดระบบการทำงานใหม่ และถ้าหากสัมพันธภาพของหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานคือต้นเหตุหนึ่ง เราควรโอนอ่อนผ่อนตาม เลี่ยงการเผชิญกับบุคคลที่มองโลกในแง่ร้าย เพื่อไม่ให้เราแบกความทุกข์มากจนเกินไป หากยังไม่เป็นผลเท่าไหร่ ควรปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เรารู้สึก อยากพักตลอดเวลา ไม่อยากกลับมาทำงาน หรืออยากลาออกจากงาน
6 เทคนิคฮีลใจให้อยากกลับไปทำงาน
1. หาแรงจูงใจในการไปทำงาน
หยุดไปหลายวันจนขาดแรงจูงใจในการทำงาน วิธีแก้แบบได้ผลที่สุดก็คือ “การหาแรงจูงใจในการทำงาน” ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายความก้าวหน้าในการทำงาน การตั้งเป้าหมายผลรางวัลในการทำงาน เช่น การได้ขึ้นเงินเดือน โบนัส เป็นต้น หรือหาใครบางคนที่ทำให้การทำงานของเรามีความหมาย เช่น ใครคนนั้น หรือลูกค้า หรือผู้มารับบริการจากเรา หากเราได้พบเขา หรือทำให้เขารู้สึกดีขึ้น นั่นก็ทำให้การทำงานของเรามีความหมาย และทำให้เราอยากไปทำงานมากยิ่งขึ้น
2. การสร้างคุณค่าในการทำงาน
เมื่อเรามีแรงจูงใจที่ทำให้เรามีแรงทำงานแล้ว เทคนิคต่อมาที่นักจิตวิทยาแนะนำต่อการรับมือกับอาการซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว คือการสร้างคุณค่าในการทำงาน โดยการมองหาข้อดีของการทำงาน เช่น มองหาว่าใครได้รับประโยชน์จากการทำงานของเรา หรือสิ่งที่เราทำสามารถทำประโยชน์ต่อคนอื่นอย่างไร หรืองานที่เราทำ ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นอย่างไร เช่น มีทักษะเฉพาะด้านเพิ่มมากขึ้น มีความสามารถที่หลากหลายมากขึ้น มีความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
3. อยู่กับปัจจุบัน
หากการติดอยู่ในอดีต ทำให้เราเป็นทุกข์ และอนาคตก็ยังมาไม่ถึง ดังนั้น เราจึงควรอยู่กับปัจจุบัน วางแผนการทำงานแบบวันต่อวัน โดยการจดลิสต์รายการที่ต้องทำในแต่ละวัน แล้วเราจะเห็นเหตุผลที่เราต้องไปทำงานในแต่ละวัน ซึ่งการทำลิสต์นี้นอกจากจะทำให้เรารู้ว่ามีอะไรที่ต้องทำบ้างแล้ว ยังทำให้เราเห้นความก้าวหน้าในการทำงานของเราอีกด้วยว่าทำอะไรเสร็จไปบ้างแล้ว
4. ลองเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน
ถ้าการทำงานในรูปแบบเดิมๆ ทำให้เราเบื่อการทำงาน ลองเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สร้างสรรค์มากขึ้น เช่น จากเดิมเคยสรุปงานในรูปแบบตาราง ก็ลองมาทำ Infographic หรือเคยอธิบายงานด้วยคำพูด ก็ลองวาด Story bord หรือเคยประชุมงานแบบเคร่งเครียด ก็ลองเปลี่ยนรูปแบบการเสนอความคิดเห็นโดยใช้เกม หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนอกจากจะทำให้เราได้ท้าทายตัวเองแล้วยังทำให้เรารู้สึกสนุกกับการทำงาน และเกิดความคิดใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน
5. ทำงานเป็นทีมให้มากขึ้น
ทำงานคนเดียวมันเหงา เรามาสร้างทีมเพื่อทำงาน ได้เพื่อนคิด ได้ระดมสมอง นอกจากจะทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น การทำงานหลายคนยังลดโอกาสเกิดความผิดพลาดลงอีกด้วย
6. วางแผนเที่ยวในวันหยุดครั้งต่อไป
เทคนิคในการลดอาการซึมเศร้าหลังวันหยุดยาวที่ได้ผลมากที่สุด คือการวางแผนเที่ยวในวันหยุดยาวครั้งต่อไป ในเมื่อเรา Move on ออกจากความสุขในวันหยุดไม่ได้ ก็ปักหมุดที่เที่ยวใหม่รอไว้เลย อาจทำให้เราเกิดความรู้สึกกระชุ่มกระชวย เหมือนจุดไฟในการทำงานกลับมาได้เร็วขึ้น แค่คิดถึงวันหยุดครั้งใหม่และทริปเที่ยวที่รอเราอยู่