ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นวัณโรคดื้อยา ได้แก่ ผู้ป่วยวัณโรคที่ปฏิเสธการรักษา ไม่ยินยอมให้มีผู้กำกับการกินยา ไม่ปฏิบัติตามแผนการรักษา เช่น กินหรือฉีดยาไม่สม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ หากรับประทานยาแล้วเกิดอาการข้างเคียงจากยาควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเอง อาจทำให้เกิดเชื้อวัณโรคดื้อยาในภายหลัง
หากมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคควรแจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อรับคำแนะนำในการติดตามเฝ้าระวังอาการตนเอง เพื่อที่จะได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
วัณโรค Lineage 2 แพร่สูง-มักดื้อยา
ทางด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรม ร่วมกับ สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติญี่ปุ่น (National Institute of Infectious Diseases, Japan), มหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo) และศูนย์วิจัยจีโนมจุลินทรีย์ (CENMIG) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิจัยพบเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ Lineage 2 (สายพันธุ์ปักกิ่ง) ซึ่งพบการระบาดในภูมิภาคเอเชียกลางและตะวันออก, ยุโรปตะวันออก, แอฟริกาใต้ และมีการกระจายหลายวงระบาดในภาคเหนือของประเทศไทย
ทีมวิจัยได้มีการเก็บข้อมูลพันธุกรรมของเชื้อวัณโรคเป็นระยะเวลาตั้งแต่ ปี 2560-2563 ในจ.เชียงราย พบว่า มีเชื้อวัณโรคที่สามารถเพาะเชื้อขึ้น และสกัดสารพันธุกรรมมาตรวจหาสายพันธุ์ด้วยวิธีถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (whole genome sequencing) จำนวน 592 ตัวอย่าง สามารถระบุสายพันธุ์ของเชื้อวัณโรคได้ 4 สายพันธุ์ คือ Lineage 1-4 โดยพบเป็นสายพันธุ์ Lineage 1 (สายพันธุ์อินเดีย) มากที่สุด คือ 45.8 % สายพันธุ์ Lineage 2 (สายพันธุ์ปักกิ่ง) พบ 39.9 % ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของประเทศไทยที่มีความหลากหลายของสายพันธุ์ของเชื้อวัณโรคในประเทศสูง เนื่องจากมีการเชื่อมโยงของผู้คน เชื้อวัณโรคมาจากทั้งสายพันธุ์ของเชื้อวัณโรคในแถบมหาสมุทรอินเดีย และจากสายพันธุ์จากภูมิภาคเอเชียตะวันออก
วัณโรค Lineage 2ระบาดกลุ่มก้อน
เมื่อทำการวิเคราะห์เฉพาะการระบาดที่เป็นกลุ่มก้อน (cluster analysis) จากข้อมูลพันธุกรรมของเชื้อวัณโรค พบเป็นสายพันธุ์ Lineage 2 มากถึง 46.2 % ซึ่งสายพันธุ์นี้มีความสามารถในการแพร่ระบาดสูงและมักดื้อยา
นอกจากนี้ ยังพบการระบาดที่เป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ คือมีผู้ป่วยวัณโรค 10 คนขึ้นไป จำนวน 4 การระบาด โดย 20 – 40% ของผู้ป่วยมีประวัติเคยเป็นผู้ต้องขัง ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญกับการระบาดมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติเป็นผู้ต้องขัง ประมาณ 4 เท่า โดยบางรายมีอาการของวัณโรคหลังจากเคยต้องขังผ่านมาถึง 10 ปี
ปัจจุบัน ประเทศไทยดำเนินการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคและผู้สัมผัสวัณโรค เพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษาวัณโรคและวัณโรคแฝง ดังนั้นเครือข่ายต่างๆ หากประเมินแล้วมีผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงกลุ่มนี้ เช่น กลุ่มผู้ต้องขัง ควรมีการตรวจคัดกรองวัณโรคและการตรวจวัณโรคแฝง ภายหลังจากออกจากทัณฑสถาน เพื่อให้ตรวจพบวัณโรคได้รวดเร็วลดโอกาสเสียชีวิตจากวัณโรค เกิดการควบคุมวัณโรคแบบครบวงจรในกรณีระบาด โดยย้ำว่าการป้องกันวัณโรคที่ดีที่สุด คือการหาผู้ป่วยวัณโรคให้เจอเร็ว และรักษาให้ครบถ้วน เพื่อลดการแพร่เชื้อ
ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ดำเนินงานการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของเชื้อวัณโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติในการยุติวัณโรค โดยปี 2566 มีเป้าหมายในการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อวัณโรค จำนวน 700 ตัวอย่าง โดยคาดหวังว่าจะสามารถขยายการใช้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรมของเชื้อวัณโรคเพื่อนำไประบุวงระบาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการสอบสวนและควบคุมโรคในพื้นที่อื่นเพิ่มเติมได้
กลุ่มเสี่ยงที่พบติดวัณโรคมาก
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปีนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดให้การรณรงค์ภายใต้แนวคิด “ยุติวัณโรค เราทำได้” (YES WE CAN END TB) โดยให้สถานบริการทุกแห่งจัดกิจกรรมตรวจคัดกรองวัณโรคในประชากรกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส การให้ความรู้และให้คำปรึกษา เพื่อเร่งรัดค้นหาผู้ที่มีอาการ และรักษาให้หายขาด ลดการรังเกียจตีตรา และเลือกปฏิบัติผู้ป่วยสามารถกินยาและรักษาต่อเนื่องจนครบและหายขาดจากวัณโรคได้
วัณโรค เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถติดต่อได้ด้วยระบบทางเดินหายใจและติดต่อจากคนสู่คน พบได้ทั่วไป แต่จะพบมากที่สุดในกลุ่มเสี่ยงที่อยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีที่สูบบุหรี่ หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังร่วมกับโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวาน โรคไตเรื้อรังที่รับยากดภูมิคุ้มกัน โรคปอดฝุ่นหิน ประชากรกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส เช่น ชุมชนแออัด นักโทษในเรือนจำ สถานสงเคราะห์ บ้านพักคนพิการ คนไร้ที่พึ่ง ผู้ใช้สารเสพติด แรงงานต่างด้าว
เปิดวิธีป้องกันวัณโรค
วิธีป้องกันตัวเองจาก วัณโรค
1. หากจำเป็นต้องทำงานอยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ให้ออกมาสูดอากาศภายนอกบ้างในระหว่างวัน
2. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์
3. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อ
4. สวมหน้ากากอนามัย เมื่อมีความเสี่ยงต่อการอยู่ใกล้ผู้ป่วยวัณโรค
5. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV
6. ลดการดื่มแอกอฮอล์ สูบบุหรี่ และอย่าใช้สารเสพติด
7. ตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
นอกจากนี้ ยังได้แนะนำเพิ่มเติมวิธีการป้องกันวัณโรค โดยขอให้ประชาชนรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค ควรตรวจร่างกายโดยการเอกซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละครั้ง หากมีผู้ป่วยวัณโรคในบ้านต้องให้รับประทานยาให้ครบถ้วนสม่ำเสมอทุกวัน พร้อมให้สมาชิกในครอบครัวไปตรวจคัดกรองการติดเชื้อเพื่อรับประทานยาป้องกัน
วันวัณโรคสากล ปี 2566 นี้ ทาง Stop TB Partnership และ องค์กรต่างๆ ระดับนานาชาติ ได้ใช้ Theme เพื่อเป็นข้อความสื่อไปถึงทุกภาคส่วน ร่วมกันรณรงค์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ YES! WE CAN END TB สำหรับประเทศไทยใช้ Theme หลักคือ "ยุติวัณโรค เราทำได้" จากช่วงเวลาการระบาดอย่างหนักของ COVID-19 ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยต้องทำงานอย่างหนักกับการควบคุมป้องกันวัณโรค ไปควบคู่กับ COVID-19
แต่ถึงอย่างไร การดำเนินงานควบคุมป้องกัน วัณโรค หลายๆ ส่วน เราทำได้ดี เช่น การเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อการเข้าถึง การดูแลรักษาวัณโรค การปรับเปลี่ยนสูตรยารักษาและยาป้องกันวัณโรคที่สั้นลงตามแนวทางองค์การอนามัยโลก การนำเทคโนโลยีการวินิจฉัยใหม่ๆ และอื่นๆ มาปรับใช้ในแผนงานวัณโรคแห่งชาติ
ทั้งหมดนั้น เราสามารถทำได้ นำมาซึ่งความหวัง และต่อยอดความสำเร็จ เพื่อยุติปัญหาวัณโรคของประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายการยุติวัณโรคของแผนปฏิบัติการระดับชาติ อันจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายอันสูงสุด (Vision) คือ TB-Free Thailand For TB-Free World "เมืองไทยปลอด วัณโรค เพื่อโลกปลอดวัณโรค" ต่อไป
ขอขอบคุณที่มา: กองวัณโรค FB กองวัณโรค