ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
จริงๆ แล้ว “กาแฟ” ไม่ได้มีผลกระทบอย่างใดต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาจมีเพียงฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นแต่ไม่เป็นอันตราย ทว่า ที่น่าเป็นห่วงคือสารปรุงแต่งที่อยู่ในกาแฟต่างหากที่มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เช่น น้ำตาล นมข้นหวาน ครีมเทียม ซึ่งอาจทำให้มีภาวะไขมันในเลือดสูงตามมา สำหรับผู้ป่วยเบาหวานหากดื่มกาแฟดำก็สามารถดื่มได้ตามปกติ และในผู้ป่วยที่ยังควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หรือมีภาวะความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดร่วมด้วย ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟที่ปรุงแต่งนม น้ำตาล ครีมเทียม และแนะนำให้ดื่มเป็นกาแฟดำแทนเพื่อความปลอดภัย
ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร
กาแฟจะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งกรดมากขึ้น สำหรับในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือมีอาการกรดไหลย้อนร่วมด้วย หรือในผู้ที่มีภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร แนะนำให้งดการดื่มกาแฟไปก่อน แต่สำหรับในผู้ที่เป็นโรคกระเพาะแบบเป็นๆ หายๆ หรือนานๆ จะเป็นที ยังสามารถดื่มกาแฟได้ สอดคล้องกับในหลายๆ งานวิจัยที่ไม่พบว่ากาแฟมีฤทธิ์ทำให้อาการปวดท้อง หรืออาการจากโรคทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น เว้นแต่ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ที่แพทย์อาจสั่งงดการดื่มกาแฟเป็นรายๆ ไป เพื่อไม่ให้อาการที่เป็นอยู่แย่ลงไปอีก
ผู้ป่วยโรคขาดวิตามินบี 1
สำหรับผู้ป่วยโรคขาดวิตามินบี 1 จะมีอาการเหน็บชาต่างๆ ข้อแนะนำสำคัญคือ “ไม่ควรดื่มกาแฟ” หรือนับเป็นข้อห้ามเลยทีเดียว เนื่องจากกาแฟจะไปลดการดูดซึมปริมาณวิตามินที่เราได้รับในอาหาร ยิ่งไปลดการดูดซึมวิตามินบี 1 และยังกระตุ้นการขับวิตามินบี 1 ออกทางปัสสาวะ ทำให้ระดับวิตามินบี 1 ในเลือดลดลง ซึ่งจะส่งผลให้มีปัญหาหลอดเลือด ระบบสมอง ประสาท และหัวใจตามมา
ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนพบมากในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน สำหรับกาแฟจะไปทำให้มีการสลายของแคลเซียมได้มากขึ้น เพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ ทำให้ความหนาแน่นแร่ธาตุในกระดูกลดลงเล็กน้อย แม้ไม่ถึงระดับที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก แต่ควรระมัดระวังในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ดังนั้น หากมีภาวะกระดูกพรุนโดยเฉพาะในภาวะกระดูกพรุนอย่างรุนแรง แนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟโดยเด็ดขาด
ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินปัสสาวะ
คาเฟอีนลดการดูดน้ำกลับตอนผ่านเข้าไปในไต ทำให้ไตขับน้ำออกมาเยอะขึ้น กระตุ้นให้เกิดการปัสสาวะบ่อยขึ้น แคลเซียมซึ่งเป็นสารก่อนิ่วชนิดหนึ่งจะถูกขับออกมาพร้อมปัสาวะ ในภาวะที่มีปริมาณผิดปกติ และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย อาจก่อให้เกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะหรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจเป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเกิดภาวะไตวาย
ผู้ป่วยต้อหิน
สารคาเฟอีนในกาแฟมีผลทำให้ความดันตาสูงได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ป่วยโรคต้อหินที่จำเป็นต้องควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับดี จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ซึ่งรวมไปถึงเครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำอัดลม หรือต้องจำกัดปริมาณคาเฟอีนให้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งกาแฟแก้วเดียวก็เกินแล้ว ดังนั้น เพื่อไม่ให้เสี่ยงอาการต้อหินหนักกว่าที่เป็นอยู่ อาจลดหรืองดไปเลยก็ดี
ทั้งนี้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้คำแนะนำเรื่องการดื่มกาแฟมากเกิน 4 แก้วต่อวัน อาจส่งผลกระทบกับ 4 ระบบสำคัญของร่างกาย ได้แก่ 1) ระบบประสาทส่วนกลาง 2) ระบบทางเดินอาหาร 3) ระบบการไหลเวียนโลหิต และ 4) ระบบทางเดินปัสสาวะ จึงแนะนำให้ควรดื่มกาแฟแต่พอดี เลือกกาแฟดำที่ไม่มีส่วนผสมอื่นจะได้ประโยชน์กับร่างกาย ไม่ควรดื่มกาแฟขณะท้องว่าง และไม่ดื่มร่วมกับเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดอื่น หลังดื่มกาแฟควรตามด้วยน้ำเปล่า เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและการตกค้างของคาเฟอีนในร่างกาย