ในขณะเดียวกันอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีการใช้พืชมาสกัด ซึ่งพืชที่สามารถดูดและสะสมแคดเมียมที่ได้วิจัยไปแล้วมีพืชอยู่หลายชนิด ซึ่งโตเร็วมากแต่อาจจะต้องมีการระมัดระวังหลายอย่าง เช่น การระมัดระวังไม่ให้กลับไปสู่ห่วงโซ่อาหาร รวมถึงการจัดการกากต้องมีค่าใช้จ่าย ใครจะต้องรับผิดชอบ หัวใจสำคัญในการจัดการไม่ว่าจะทำด้วยรูปแบบไหน คือระบบการติดตามตรวจสอบ ทั้งคุณภาพน้ำบวกผิวดิน น้ำใต้ดิน คุณภาพอากาศ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันทำได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้นในทางวิชาการโดยรวม ควรจัดการข้อมูลแรกๆ ที่ต้องรู้ คือความเข้มข้นในกากแคดเมียมที่ได้จัดเก็บอยู่ เพื่อแสดงถึงผลกระทบ รวมทั้งการเลือกวิธีการ เทคโนโลยี กำจัดหรือจัดการให้เหมาะสม
PRTR ประเด็นกฎหมายปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ
คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวถึงกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญในกฎหมายเพียงพอกับสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ภาคประชาชนร่วมมือกับหลายองค์กรเพื่อยกร่างกฎหมายฉบับนี้มาผลักดัน ซึ่งกฎหมายนี้จะเป็นกฎหมายอยู่ใน พรบ.สิ่งแวดล้อมฉบับปรับปรุง หรือเป็นกฎหมายแยกออกมา และควรให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
“หัวใจสำคัญของ กฎหมาย PRTR คือการเปิดเผยแพร่ต่อสาธารณะถึงชนิดและปริมาณการครอบครองสารพิษ การปลดปล่อยสารพิษ และการเคลื่อนย้าย ถ้ามีกฎหมาย PRTR สื่อจะสามารถค้นหาข้อมูลได้ในระดับหนึ่ง ผ่านทางเว็บไซต์ได้ทันที หลักการกฎหมาย PRTR คือโรงงานต้องมีการเผยแพร่สารเคมีที่ครอบครอง สามารถเข้าถึงและเอาข้อมูลนั้นมาใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ กฎหมาย PRTR คือแหล่งรวมข้อมูลขนาดใหญ่ทางด้านมลพิษ เป็นเรื่องของการสร้างสังคมที่โปร่งใส การวางแผนเพื่อความยั่งยืน”
ในขณะที่ คุณอร่าม พันธุ์วรรณ ผู้แทนจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุถึงประโยชน์ของการจัดทำกฎหมาย PRTR นี้ว่า "หากทำแล้วภาครัฐจะได้ทราบสถานภาพและแนวโน้มของปัญหามลพิษ นับเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การวางแผนป้องกัน และแก้ไขปัญหาการเกิดมลพิษ เป็นการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีการใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียวัตถุดิบในกระบวนการผลิต และลดการปลดปล่อยสารมลพิษ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอีกด้วย ขณะเดียวกันภาคประชาชนจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสารเคมี"
ทางด้าน ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม และอดีตประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุถึงโจทย์ที่แท้จริงของการแก้ปัญหากากแคดเมียมว่า “ขณะนี้ไม่ใช่การเร่งหาคนผิด โจทย์แท้จริงคือการจัดการมลพิษที่เกิดขึ้นว่าจะเร่งทำอย่างไร และอีกโจทย์หนึ่งคือการทำให้คนเข้าใจว่า การจัดการมลพิษนั้นสำคัญกว่าหาคนผิด แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องหาคนผิดด้วยว่าใครคือคนกระทำความผิด และต้องทำอย่างไรต่อไป ซึ่งปกติแล้วนั้นกากต้องฝังกลบ ณ ที่จุดกำเนิดอย่างถาวร ซึ่งถือว่าเราอยู่ในภาวะเสี่ยง หรือการเอาออกไปนอกประเทศที่ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ และประเทศปลายทางต้องยินยอมและมีศักยภาพที่จัดการได้
อย่างไรก็ตาม กรณีการขุดและเคลื่อนย้ายกากแคดเมียมในปริมาณมาก ก่อให้เกิดอันตรายต่อชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงเป็นอย่างมาก และยังเป็นคำถามจากสังคมว่า เกิดช่องทางที่สามารถขุดย้ายกากแคดเมียมนี้จำนวนมากนี้ขึ้นมาได้อย่างไร เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของเสียอันตรายของภาครัฐ รวมถึงการผลักดันกฎหมาย PRTR ที่เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สื่อมวลชนรวมถึงสังคมเข้าถึงข้อมูลเบื้องต้นที่เกิดขึ้นได้ต่อไปในอนาคต