ยิ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเท่าไหร่ มหาสมุทรก็ยิ่งร้อนขึ้นเท่านั้น
นักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า
ก๊าซเรือนกระจกทำให้ระบบภูมิอากาศทั้งหมดอุ่นขึ้น รวมถึงมหาสมุทรด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ ก๊าซเรือนกระจกทำหน้าที่ดักจับความร้อนมากขึ้น ซึ่งบางส่วนถูกดูดซับโดยมหาสมุทร ดังนั้น เมื่อความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น พวกเขาจึงคาดว่ามหาสมุทรจะดูดซับความร้อนมากขึ้นเช่นกัน
เหตุใดจึงเป็นเรื่องสำคัญเมื่อมหาสมุทรร้อนขึ้น
มหาสมุทรที่อุ่นขึ้นทำให้เกิดพายุที่รุนแรงขึ้น "เฮอริเคน" และ "ไซโคลนเขตร้อนและนอกเขตร้อน" ดึงพลังงานส่วนใหญ่มาจากอากาศอุ่นและชื้นใกล้พื้นผิวมหาสมุทร น้ำทะเลที่ร้อนขึ้น หมายถึงอากาศที่อุ่นขึ้นและชื้นขึ้น ซึ่งจากนั้นจะมีพลังงานมากขึ้นนำไปสู่พายุที่แรงขึ้น
แต่ผลกระทบของน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นต่อพัฒนาการของพายุเฮอริเคนนั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับภูมิภาคของมหาสมุทรที่มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงสุด อุณหภูมิของมหามหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนลึกทางตอนใต้ของละติจูด 20 องศา วิกฤตเป็นพิเศษ และที่ใดก็ตามที่พายุเฮอริเคนก่อตัวขึ้น มหาสมุทรที่ร้อนระอุจะเสริมความแข็งแกร่ง
อุณหภูมิของมหาสมุทรที่สูงเป็นประวัติการณ์ทำให้เกิดพายุที่รุนแรงขึ้น ฆ่าสิ่งมีชีวิตอย่าง ปลา แนวปะการัง เร่งการเจริญเติบโตของสาหร่ายที่เป็นอันตราย และในระยะยาวทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
The Coral Restoration Foundation ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรเพื่อการฟื้นฟูแนวปะการังซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐฟลอริดา ได้นำปะการังออกจากมหาสมุทรและใส่ไว้ในถังกักเก็บบนบก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ทีมงานของ Coral Restoration Foundation ได้ไปเยี่ยมชม Sombrero Reef ซึ่งเป็นพื้นที่ฟื้นฟูที่ทำงานกันมานานกว่าทศวรรษ สิ่งที่พบนั้นคือ การตายของปะการัง 100 % ผู้จัดการโครงการฟื้นฟูของมูลนิธิฟื้นฟูปะการัง กล่าวในแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อเดือนกรกฎาคม
ข้อมูลพบว่า แนวปะการังเติบโตได้ดีในอุณหภูมิมหาสมุทร ระหว่าง 73-84 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 22-28 องศาเซียลเซียส สามารถอยู่รอดได้ทั้งในอุณหภูมิที่สูงขึ้นและต่ำลงในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่อุณหภูมิของมหาสมุทรที่ร้อนจัดในฟลอริดาทำให้เกิด “การฟอกขาวของปะการังเป็นวงกว้าง”
สาหร่ายอันตรายมากขึ้น
สิ่งมีชีวิตที่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วในอุณหภูมิมหาสมุทรที่ร้อนจัดและทำให้เกิดสาหร่ายที่เป็นอันตรายได้แก่ สาหร่ายสีแดง และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ทั้งคนและสัตว์สามารถป่วยได้จากการสัมผัสกับสาหร่ายเหล่านี้หรือรับประทานอาหารทะเลที่ปนเปื้อน ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับชนิดของสาหร่ายและระยะเวลาที่ได้รับสาร อ้างอิงจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สาหร่ายจะบานรุนแรงขึ้นเมื่อไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในปุ๋ยไหลลงสู่มหาสมุทร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบเนื่องจากความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของทั้งพายุฝนและพายุฝนแล้ง
ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
มหาสมุทรที่อุ่นขึ้นจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและความเสี่ยงจากน้ำท่วมชายฝั่ง โดยทั่วไปแล้ว ประมาณ 2 ใน 3 ของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลกเกิดจากน้ำแข็งละลายจากแอนตาร์กติกา กรีนแลนด์ และธารน้ำแข็งในทวีป และอีก 1 ใน 3 เกิดจากอุณหภูมิโดยรวมที่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลล่าสุด เมื่อ เดือนเมษายน 2023 ระบุว่า ด้วยค่าความร้อนเฉลี่ยที่ผิวน้ำทะเล ซึ่งมีการสำรวจและบันทึกด้วยดาวเทียมมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เผยว่าอุณหภูมิของมวลน้ำด้านบนในมหาสมุทรทั่วโลกได้พุ่งสูงขึ้นอีก จนถึงขั้นทำลายสถิติที่เคยบันทึกไว้ทั้งหมดแล้ว
เว็บไซต์ข้อมูลสภาพอากาศ ClimateReanalyzer.org ระบุว่า
ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนหรือเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อุณหภูมิผิวน้ำของมหาสมุทรทั่วโลกร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนแตะระดับทำลายสถิติที่ 21.10 องศาเซลเซียส (69.98 องศาฟาเรนไฮต์) ล้มแชมป์เก่าซึ่งเป็นข้อมูลจากเดือนมี.ค. 2016 ซึ่งวัดระดับอุณหภูมิผิวน้ำสูงสุดได้โดยเฉลี่ยที่ 21.00 องศาเซลเซียส
สถิติสูงสุดของปีนี้และสถิติเดิมจากเดือนมี.ค. 2016 ต่างก็ร้อนแรงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 1982-2011 อยู่มากกว่า 1 องศาเซลเซียส
ไมเคิล แม็กแฟเดน นักสมุทรศาสตร์ จากองค์การบริหารกิจการมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศหรือโนอา (NOAA) ของสหรัฐฯ ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้ผิวน้ำในมหาสมุทรร้อนขึ้นเรื่อย ๆ นั้น มีอยู่สองประการด้วยกัน หนึ่งคือ ภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ขึ้นไปสะสมตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ
ส่วนสาเหตุประการที่สองนั้น ได้แก่การสิ้นสุดของปรากฏการณ์ลานีญา 3 ปีซ้อน เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีสภาพอากาศหนาวเย็นและฝนตกชุกในแถบแปซิฟิก มาคอยทำหน้าที่ลดระดับอุณหภูมิบริเวณผิวน้ำทะเลลง
ขณะนี้ภูมิอากาศในแถบแปซิฟิกอยู่ในช่วงที่ “เป็นกลาง” ระหว่างปรากฏการณ์เอลนีโญกับลานีญา แต่มีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงถึง 60% ว่ากำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาวะร้อนจัดและแห้งแล้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นด้วยปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงกว่าปกติในปีนี้
แม็กแฟเดน เผยอีกว่า
หากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ร้อนและแล้งจัดเกิดขึ้นจริง นั่นจะยิ่งทำให้อุณหภูมิผิวน้ำของมหาสมุทรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นไปอีก จนสถิติที่ถูกทำลายลงในปีนี้จะถูกล้มแชมป์อีกอย่างแน่นอนในปี 2024
ก่อนหน้านี้เคยมีผลวิจัยที่ทำนายว่า สภาพอากาศแบบสุดขั้วอย่างเช่นปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา จะเกิดขึ้นบ่อยถี่ยิ่งกว่าเดิมและมีความรุนแรงสูงกว่าปกติถึง 2 เท่า ภายในช่วงสิ้นสุดศตวรรษนี้
อุณหภูมิผิวน้ำที่เพิ่มขึ้นหรือการเกิดคลื่นความร้อนในมหาสมุทร ทำให้สิ่งมีชีวิตในท้องทะเลหลายชนิดพันธุ์ไม่อาจทานทนได้ ตัวอย่างเช่นการเกิดปะการังฟอกขาว ซึ่งส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อแหล่งอาหารและสถานที่อนุบาลลูกอ่อนของเหล่าสัตว์น้ำ
ที่มาข้อมูล : ฐานเศรษฐกิจ
Oceans absorb 90% of the heat from climate change — here’s why record ocean temps are so harmful
South Florida ocean temperature tops 101 degrees Fahrenheit, potentially a record
The ongoing marine heat waves in U.S. waters, explained
Global sea surface temperature reaches a record high