“สมัยก่อนก่อนการฟอกขาว 1 ครั้ง ปะการังจะอยู่ได้ประมาณ 7-8 ปี แล้วจึงฟอกใหม่ เพราะมีเวลาฟื้นตัวนาน แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปะการังมีการฟอกขาวในทุกปี เพราะอุณหภูมิน้ำสูงทุกปี ถ้าเป็นแนวปะการังน้ำตื้นตามชายฝั่ง เกาะ หรือภาคตะวันออกของไทย ปะการังตายไปเยอะและบางพื้นที่ตายเกิน 50% ส่วนในเกาะที่ห่างจากชายฝั่ง เช่น เกาะเต่า มีน้ำที่ลึกกว่า ปะการังจะเกิดการซีดและฟอกขาวไม่มาก แต่ด้วยความที่น้ำลึกกว่า มันก็สามารถฟื้นตัวได้ดีแต่ยังคงมีความอ่อนแอ ปรากฎการณ์เอลนีโญที่กำลังเริ่มขึ้นก็ส่งผลกระทบเช่นกัน เพราะคาดว่าในปีหน้าน้ำจะร้อนหนักกว่าปีนี้ และจะทำให้ปะการังตายยิ่งกว่านี้อีกหลายตัว” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว
ดร.ธรณ์ กล่าวอีกว่า
ปัญหาโลกร้อน ไม่สามารถหาตัวการหลักได้ เพราะสาเหตุมาจากทุกๆคน สิ่งที่จะทำได้คือการรายงานสถานการณ์ และหาแนวทางแก้ไขบางอย่างที่พอจะทำได้ เช่น ในอนาคตอาจจะต้องมีการปิดพื้นที่ดำน้ำบางจุด เนื่องจากปะการังฟอกขาวจนโทรมมาก หรืออาจจะมีการสร้างจุดดำน้ำเพิ่มขึ้น เพื่อลดภาระตามแนวปะการัง ซึ่งมองว่า หากปะการังถูกรบกวนมาก คาดว่าภายใน 30-40 ปีข้างหน้า ปะการังครึ่งหนึ่งของโลกจะตายไป ซึ่งทะเลอันดามัน และอ่าวไทย จะถูกผลกระทบ แต่อ่าวไทยอาจเกิดวิกฤตหนักหนักกว่า โดยชาวประมงพื้นบ้านจะเป็นกลุ่มคนที่ปรับตัวยากที่สุด และจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
สำหรับปะการังในประเทศไทยมีโครงสร้างการก่อตั้งของแนวปะการัง แบ่งได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้
- แนวปะการังชายฝั่ง เป็นแนวปะการังขนาดเล็กที่ก่อตัวและแพร่กระจายตามบริเวณชายฝั่งทะเล
- แนวปะการังแบบกำแพง เป็นแนวปะการังที่อยู่ห่างจากชายฝั่ง มีโครงสร้างแบ่งตามเขตน้ำต่างๆในช่วงน้ำลง อีกทั้งถูกกันจากชายฝั่งโดยทะเลสาปน้ำเค็ม
- แนวปะการังแบบเกาะ เป็นแนวปะการังที่ก่อตัวในน่านน้ำลึก มีลักษณะเป็นวงแหวนหรือเกือกม้า
ขอขอบคุณที่มา : สัมภาษณ์ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์