ครั้งสุดท้ายที่เกิดเอลนีโญ ก็คือปี 2016 ทำให้ไฟป่าในอาเซียนรุนแรงขึ้น ส่วนใหญ่เกิดตรงป่าพรุในอินโดนีเซีย ที่ถูกระบายน้ำออกเพื่อนำไปทำเป็นสวนปาล์มน้ำมัน เยื่อกระดาษและการผลิตกระดาษ คร่าชีวิตประชาชนถึง 1 แสนคน จากการสูดดมควันและต้องใช้งบ 3 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท กว่าที่สถานการณ์จะได้รับการควบคุม
ส่วนปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ใกล้เข้ามาในตอนนี้ ก็ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนอย่างกะทันหัน ทำให้ปี 2023 ร้อนกว่าปี 2022 อาจส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงด้านอาหารและน้ำ และปัญหาความยากจนในอีกหลายล้านคน
ผู้อำนวยการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Global Environment Centre (GEC)ในมาเลเซีย บอกว่า ความรุนแรงของไฟป่าและปัญหาหมอกควันในปีนี้ ขึ้นอยู่กับภัยแล้งและมาตรการป้องกันไฟป่า ซึ่งก็มีความเสี่ยงว่า บางประเทศในแถบอาเซียน ดูจะชะล่าใจ หลังสภาพอากาศเย็นลงติดต่อกันมาหลายปี
แต่ในส่วนของอินโดนีเซีย ควรเตรียมตัวให้ดีกว่าปี 2015 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าตรงบริเวณป่าพรุขึ้นมาอีก โดยมีสาเหตุมาจากการระบายน้ำออกจากป่าพรุเพื่อให้บริษัทอุตสาหกรรมได้เข้ามาเพาะปลูก แต่การทำเช่นนี้ จะทำให้ป่าพรุติดไฟง่ายและไหม้ลามยืดเยื้อ เพราะดินของป่าพรุที่เต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนจะลุกไหม้อยู่ภายใน
ผู้อำนวยการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Global Environment Centre (GEC)ในมาเลเซีย ไม่คิดว่า ภัยแล้งและปัญหาหมอกควันที่อาจเกิดกับอาเซียนปีนี้ จะแรงเท่าปี 2015 แต่ก็มองว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญมันยากต่อการคาดเดา
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียระบุว่า มีโอกาส 50% ที่จะเกิดเอลนีโญปีนี้ และเตือนเกษตรกรรวมถึงบริษัททางการเกษตรให้เฝ้าระวัง อินโดนีเซียเคยเกิดหมอกควันครั้งรุนแรงและแพร่ลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว ทั้ง สิงคโปร์และมาเลเซีย เมื่อปี 1997 2015 และ 2019