ไม่ว่าใครจะว่าอะไรก็ตาม แต่ ฮุน เซน ยังคงหนักแน่น โดยบอกว่าหลังการล่มสลายของระบอบเขมรแดงในปี 2522 กัมพูชาภายใต้การนำของเขาได้ดำเนินการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อฟื้นฟูประเทศโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และนั่นคือเหตุผลที่เอาตัวรอดมาจนถึงปัจจุบัน
"ในชีวิตของผม ผมเผชิญความเสี่ยงนับครั้งไม่ถ้วนมาโดยตลอด ไม่ใช่แค่ตอนที่เอาคอเข้าไปเสี่ยงเพื่อช่วยชีวิตประชาชนให้รอดออกจากระบอบเขมรแดง และไม่ใช่แค่ตอนที่ผมเอาคอเข้าไปเสี่ยงเพื่อสันติภาพที่องค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา (UNTAC) ก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่ผมเอาคอเข้าไปเสี่ยงเพื่อการปฏิรูป เมื่อได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในฐานะนายกรัฐมนตรี"
การพูดถึง UNTAC คือการโยงไปถึงปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในกัมพูชาระหว่าง พ.ศ. 2535-2536 โดยก่อตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2535 ตามมติของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 745 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลโดยพฤตินัยของกัมพูชาในขณะนั้น กับ UNTAC เพื่อให้ทหาร 15,900 นาย, ตำรวจ 3,600 นาย, เจ้าหน้าที่พลเรือน 2,000 คน และอาสาสมัครจากสหประชาชาติ 450 คน เข้าไปปฏิบัติภารกิจในกัมพูชาโดยใช้งบประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์
เป้าหมายของภารกิจของ UNTAC คือ ฟื้นฟูสันติภาพและรัฐบาลพลเรือนในประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองและสงครามเย็น จัดการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและเป็นธรรมเพื่อสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ สมาชิก UNTAC มีหลายประเทศ รวมทั้งสมาชิกอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย
ตอนที่มีการเลือกตั้งเมื่อปี 2536 และพรรคฟุนซินเปคของราชวงศ์นโรดม ได้คะแนนเหนือพรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน เขาก็ขู่ว่าจะแยก 7 จังหวัด ออกไปปกครองเอง ส่งผลให้ UNTAC และพรรคอื่นต้องยอมให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีร่วม โดยเจ้านโรดม รณฤทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และเขานายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์คำพูดของ ฮุน เซน ด้วยว่า เมื่อเขาแข็งขืนขึ้นมาแม้แต่ UNTAC ซึ่งเป็นสาขาย่อยขององค์การระดับโลกอย่างสหประชาชาติก็ยังยอมให้เขา