“บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หมอเด็กเตือนพ่อแม่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมลูก เสี่ยงกระทบจิตใจระยะยาว
27 พ.ค. 2569 | apirak_pra

เผยไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกปมบูลลี่ในโรงเรียน เจาะลึกพฤติกรรมความรุนแรง 4 ช่วงวัย และแนวทางรับมือเพื่อปกป้องจิตใจเด็ก
Feature & Lifestyle
27 พ.ค. 2569 | apirak_pra

เผยไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกปมบูลลี่ในโรงเรียน เจาะลึกพฤติกรรมความรุนแรง 4 ช่วงวัย และแนวทางรับมือเพื่อปกป้องจิตใจเด็ก
ปัญหาการ “บูลลี่” หรือการกลั่นแกล้งในเด็กและวัยรุ่น กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญที่สังคมไทยต้องจับตาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุคที่โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้รูปแบบของการบูลลี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ลุกลามไปสู่พื้นที่โซเชียลมีเดียที่สามารถสร้างบาดแผลทางจิตใจได้รุนแรงและยาวนานกว่าเดิม
กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในด้านปัญหาการบูลลี่ และ “โรงเรียน” ยังคงเป็นสถานที่ที่พบการกลั่นแกล้งมากที่สุด ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตใจของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ในสายตาของผู้ใหญ่ การแกล้งกันระหว่างเด็กอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในความเป็นจริง เด็กบางคนอาจกำลังเผชิญกับความทุกข์ ความอับอาย หรือความรู้สึกโดดเดี่ยวโดยไม่มีใครรับรู้ และบาดแผลเหล่านั้นอาจส่งผลต่อความมั่นใจ การใช้ชีวิต และสุขภาพจิตในระยะยาว
นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่า การบูลลี่ คือ พฤติกรรมที่มีเจตนาทำให้ผู้อื่นรู้สึกเจ็บปวด อับอาย หรือทุกข์ใจ โดยผู้กระทำกลับรู้สึกสนุกหรือพึงพอใจกับการกระทำนั้น
สาเหตุของพฤติกรรมบูลลี่อาจเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
การบูลลี่จึงไม่ใช่เพียงพฤติกรรม “หยอกล้อ” แต่สะท้อนถึงปัญหาภายในจิตใจและสภาพแวดล้อมของผู้กระทำด้วยเช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การบูลลี่สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทสำคัญ ได้แก่
นอกจากส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ถูกกระทำแล้ว บางกรณียังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอีกด้วย
นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุว่า ลักษณะการบูลลี่จะแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและพัฒนาการของเด็ก
ในเด็กเล็ก มักพบการแกล้งหรือทำร้ายร่างกาย ส่วนเด็กวัยปฐมวัยจะเริ่มพบการล้อเลียนด้วยคำพูดเกี่ยวกับรูปลักษณ์หรือครอบครัว
ขณะที่วัยรุ่น ซึ่งอยู่ในช่วงสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง มักเผชิญการบูลลี่ที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ ฐานะทางสังคม ค่านิยม หรือสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการกีดกันทางสังคมและการบูลลี่ผ่านโลกออนไลน์
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้เด็กแต่ละคนจะมีความเข้มแข็งทางจิตใจไม่เท่ากัน แต่การถูกบูลลี่ซ้ำๆ อาจทำให้เกิดผลกระทบสะสม จนพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตได้ในอนาคต
พญ.ศิริรัตน์ อุฬารตินนท์ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ระบุว่า เด็กที่ถูกบูลลี่มักไม่กล้าเล่าเรื่อง เพราะรู้สึกกลัว อับอาย หรือถูกข่มขู่ไม่ให้บอกใคร ผู้ปกครองจึงควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด
สัญญาณที่ควรเฝ้าระวัง เช่น
สิ่งสำคัญคือการสร้างบรรยากาศในครอบครัวให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจที่จะพูดคุย
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ผู้ปกครองควรเริ่มต้นจากการ “รับฟัง” อย่างตั้งใจ โดยใช้คำถามปลายเปิดที่ไม่ชี้นำ เพื่อให้เด็กกล้าเล่าสิ่งที่เผชิญอยู่ เช่น
เมื่อเด็กยอมเปิดใจ ควรชื่นชมที่เด็กกล้าเล่าเรื่องยากให้ฟัง และหลีกเลี่ยงการตำหนิ ซักไซ้ หรือรีบตัดสิน
สำหรับเด็กเล็ก ผู้ปกครองสามารถช่วยฝึกทักษะการรับมือผ่านนิทานหรือกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย เช่น การสอนให้พูดปฏิเสธเมื่อไม่พอใจ การขอความช่วยเหลือจากครู หรือการหลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยง
ส่วนในเด็กโตและวัยรุ่น ควรเน้นการพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ ช่วยกันหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ และติดตามสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิด
หากปัญหารุนแรงหรือส่งผลต่อสุขภาพจิต ควรประสานงานร่วมกับโรงเรียน นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เพื่อวางแผนช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การบูลลี่ไม่ใช่เรื่องของ “เด็กคนใดคนหนึ่ง” แต่เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข ทั้งครอบครัว โรงเรียน และสังคม
การสอนให้เด็กเคารพความแตกต่าง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และกล้าพูดเมื่อพบการกลั่นแกล้ง ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน
ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับการใช้งานโลกออนไลน์ของบุตรหลาน เพราะการบูลลี่ในโลกดิจิทัลสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และอาจสร้างผลกระทบทางจิตใจได้รุนแรงไม่แพ้การถูกกลั่นแกล้งต่อหน้า
หากเด็กหรือผู้ปกครองต้องการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิต สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต โทร. 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าวล่าสุด