เจาะลึกความล้มเหลวที่แมนยู-เชลซี: ปัญหาไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือ “ความลักลั่นของอำนาจ”
ความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดที่สุดในปัจจุบันเกิดขึ้นกับสองทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี ซึ่งกลายเป็นตัวอย่างชั้นดีของ "ความลักลั่นทางโครงสร้าง"
ในกรณีของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปัญหาหลักคือ "สงครามอำนาจ" (Turf War) ระหว่าง รูเบน อโมริม และ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล โดยอโมริมนั้นยึดติดกับระบบ 3-4-3 ที่เขาเชื่อมั่น แต่อำนาจในเชิงโครงสร้างกลับต้องการให้เขายืดหยุ่นและใช้ระบบที่สอดคล้องกับการเสริมทัพของสโมสร เมื่อกุนซือรู้สึกว่าการได้รับ "คำแนะนำ" คือการ "แทรกแซง" จึงนำไปสู่บทสัมภาษณ์ดุเดือดที่ย้ำว่าตนคือผู้จัดการทีมไม่ใช่แค่โค้ช และสุดท้ายฝ่ายบริหารที่มองว่าความก้าวหน้าไม่เกิดขึ้นจริงจึงตัดสินใจปลดเขาออก สะท้อนให้เห็นว่าแมนยูยังไม่สามารถผสานอำนาจระหว่างสองขั้วให้เป็นเนื้อเดียวกันได้
ทางด้าน เชลซี ภายใต้กลุ่มทุน BlueCo ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะระบบผู้อำนวยการกีฬาถูกนำมาใช้ในลักษณะที่เน้น "การเทรดผู้เล่น" (Player Trading) หรือการเก็งกำไรจากการซื้อมาขายไปเป็นหลัก มากกว่าความสำเร็จทางการกีฬาในสนาม เจ้าของทีมมักเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจรายวันและการเลือกตัวผู้เล่นตามตัวเลขสถิติที่ตนเองเชื่อ ส่วนผู้อำนวยการฟุตบอลก็ถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงเครื่องมือของเจ้าของ มากกว่าจะเป็นเกราะป้องกันทีมฟุตบอล ซึ่งทั้งหมดนี้ขัดแย้งกับสัญชาตญาณของโค้ชที่ต้องการผู้เล่นเพื่อชัยชนะในเกมถัดไป ความขัดแย้งนี้เองที่ทำให้เชลซีกลายเป็นสโมสรที่เปลี่ยนโค้ชเป็นว่าเล่น เพราะระบบของผู้อำนวยการฟุตบอลถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ทางการเงินมากกว่าปรัชญาฟุตบอลที่ยั่งยืน
กุญแจสู่ความสำเร็จ: ความไว้วางใจและภาษาข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ยังมีสโมสรที่ก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้ เช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ความสำเร็จไม่ได้มาจากโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่มาจาก "ความไว้วางใจ" ระหว่าง ชิกิ เบกิริสไตน์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ทำงานเสมือนอวัยวะที่ทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดีในร่างกายเดียวกัน
หรือในกรณีของ ไบรท์ตัน และ เบรนท์ฟอร์ด ที่ใช้ "ภาษาข้อมูล" (Data) เป็นสื่อกลางที่ชัดเจน พวกเขาใช้ตัวเลขสถิติมาเป็นมาตรฐานในการสื่อสารเพื่อลดอคติส่วนบุคคลและความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายเทคนิค
เช่นเดียวกับ ลิเวอร์พูล ในยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ประสบความสำเร็จเพราะการยอมรับความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาต้องการทำงานกับ "คนเก่งที่สุด" ในด้านที่เขาไม่ถนัด เช่น การเจรจาซื้อขาย แต่โค้ชยังมี “คำขาดสุดท้าย” ในเชิงฟุตบอล ขณะที่ฝ่ายบริหารรับผิดชอบการสรรหาและการลดความเสี่ยง
บทสรุป: ปัญหาของอังกฤษคือวัฒนธรรม ไม่ใช่โครงสร้าง
การแยกหน้าที่ระหว่างผู้อำนวยการฟุตบอลกับโค้ชในอังกฤษไม่ได้ล้มเหลวเพราะแนวคิดผิดพลาด แต่เพราะมันขัดแย้งกับวัฒนธรรมดั้งเดิม กลไกตลาดทุน และความคาดหวังของแฟนบอลและสื่อ
หากฟุตบอลอังกฤษยังยึดติดกับการมองหา “ผู้จัดการทีมผู้รับผิดชอบทุกอย่าง” โมเดลนี้ก็จะยังคงสะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทางออกที่เป็นไปได้คือการเปลี่ยนผ่านสู่ ทีมผู้นำฟุตบอล ที่มีบทบาทชัดเจน โปร่งใส และได้รับการยอมรับเชิงสถาบัน
เมื่อวันนั้นมาถึง ฟุตบอลอังกฤษอาจไม่เพียงแค่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่จะเป็นระบบที่ยั่งยืนที่สุดด้วยเช่นกัน