svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Exclusive

ทำไมพรีเมียร์ลีกถึงสอบตก? เจาะลึกความล้มเหลว "ผู้อำนวยการฟุตบอล" ในอังกฤษ

06 ม.ค. 2569

ถอดรหัสวิกฤตศรัทธาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด และสแตมฟอร์ด บริดจ์! เมื่อรอยร้าวระหว่าง "กุนซือ" และ "ผู้อำนวยการกีฬา" กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปลด "เอ็นโซ่ มาเรสก้า-รูเบน อโมริม" สำรวจความลักลั่นทางโครงสร้างที่ทำให้โมเดลบริหารแบบยุโรปยังคง "ติดหล่ม" ในวัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษจนถึงปัจจุบัน

ถอดรหัสวิกฤตศรัทธาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด และสแตมฟอร์ด บริดจ์! เมื่อรอยร้าวระหว่าง "กุนซือ" และ "ผู้อำนวยการกีฬา" กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปลด "เอ็นโซ่ มาเรสก้า-รูเบน อโมริม" สำรวจความลักลั่นทางโครงสร้างที่ทำให้โมเดลบริหารแบบยุโรปยังคง "ติดหล่ม" ในวัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษจนถึงปัจจุบัน

KEY

POINTS

  • วัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษที่ยึดติดกับ "ผู้จัดการทีม" ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จในทุกด้าน เป็นรากฐานของความขัดแย้งและสงครามอำนาจเมื่อมีการนำตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลเข้ามาใช้
  • กรณีศึกษาของแมนฯ ยูไนเต็ด และเชลซี ชี้ให้เห็นปัญหาความล้มเหลวที่เกิดจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง และการใช้ตำแหน่งผู้อำนวยการฯ เพื่อเป้าหมายอื่นมากกว่าปรัชญาฟุตบอลที่ยั่งยืน
  • สโมสรที่ประสบความสำเร็จอย่างแมนฯ ซิตี้ หรือลิเวอร์พูล พิสูจน์ว่าโมเดลนี้ต้องการปัจจัยสำคัญคือความไว้วางใจระหว่างบุคคล การแบ่งหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญที่ชัดเจน และการใช้ข้อมูลเป็นภาษากลางในการตัดสินใจ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมฟุตบอลอังกฤษพยายามเปลี่ยนผ่านจากระบอบ "ผู้จัดการทีม" (Managerialism) ที่มีรากฐานมาจากศตวรรษที่ 20 ไปสู่ระบบการบริหารแบบแยกส่วนที่มีผู้อำนวยการฟุตบอล (Director of Football) และเฮดโค้ช (Head Coach) เป็นแกนกลางตามแบบอย่างสโมสรในยุโรปภาคพื้นทวีป โมเดลนี้ถูกมองว่าเป็นคำตอบของยุคสมัยที่ฟุตบอลกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เกินกว่าที่ “ผู้จัดการทีมคนเดียว” จะรับผิดชอบทุกอย่างได้

อย่างไรก็ตาม การปรับใช้โมเดลดังกล่าวในพรีเมียร์ลีกมักเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างรุนแรง ซึ่งบ่อยครั้งลงเอยด้วยความขัดแย้งเชิงนโยบายและการเลิกจ้างบุคลากรอย่างรวดเร็ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า โมเดลผู้อำนวยการฟุตบอลดีหรือไม่ แต่คือ ทำไมโมเดลที่ประสบความสำเร็จทั่วยุโรป ถึงยัง “ติดหล่ม” เมื่อมาอยู่ในอังกฤษ?

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด

รากเหง้าของอำนาจ: เมื่อ “ผู้จัดการทีม” คือศูนย์กลางจักรวาล

ฟุตบอลอังกฤษเติบโตมากับวัฒนธรรม Managerialism ซึ่งผู้จัดการทีมมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือทุกมิติ ตั้งแต่การซ้อม การเลือกนักเตะ ไปจนถึงการซื้อขายและสัญญา อำนาจลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างองค์กรที่เป็นทางการ แต่ถูกหล่อหลอมจากประเพณีและความชอบธรรมทางสังคม โดยเฉพาะการเป็นอดีตนักเตะระดับสูง

ตัวอย่างคลาสสิกคือ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ อาร์แซน เวนเกอร์ กับอาร์เซนอล ซึ่งทั้งสองคนไม่ได้เป็นเพียงโค้ช แต่คือ “สถาบัน” ของสโมสร อำนาจในลักษณะนี้ทำให้ผู้จัดการทีมกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางทุกอย่าง และยากจะยอมรับการเข้ามาของตำแหน่งใหม่ที่มีอำนาจทับซ้อน

เมื่อพรีเมียร์ลีกเริ่มนำแนวคิดผู้อำนวยการฟุตบอลเข้ามาในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ความตึงเครียดจึงเกิดขึ้นแทบจะทันที ไม่ใช่เพราะตัวตำแหน่งล้มเหลว แต่เพราะมันไปกระทบกับโครงสร้างอำนาจดั้งเดิมที่ฝังรากลึกมานานนับศตวรรษ

ไซม่อน โรลเฟส (ผอ.กีฬา) และ ชาบี อลอนโซ่ (โค้ช) สองกำลังสำคัญที่พา เลเวอร์คูเซ่น กลับสู่ความยิ่งใหญ่

โมเดลยุโรป: แยกอำนาจเพื่อความยั่งยืน

หากมองไปยังเยอรมนี อิตาลี หรือสเปน ตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อโค้ช แต่เป็น “กระดูกสันหลัง” ของสโมสรในระยะยาว หน้าที่ของตำแหน่งนี้คือการสร้างอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และกลยุทธ์ที่ไม่สั่นคลอนตามผลการแข่งขันระยะสั้น

ในบุนเดสลีกา ระบบธรรมาภิบาลอย่างกฎ 50+1 ทำให้เจ้าของสโมสรไม่สามารถแทรกแซงการตัดสินใจด้านฟุตบอลได้โดยพลการ ส่งผลให้ผู้อำนวยการกีฬามีพื้นที่ในการวางแผนระยะยาวอย่างแท้จริง ขณะที่ในอิตาลี ตำแหน่ง Direttore Sportivo ถูกยกระดับเป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบอนุญาต ผ่านการอบรมด้านเทคนิค กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์อย่างเข้มข้น

ผลลัพธ์คือความเสถียร ตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลในลีกเหล่านี้มีอายุงานเฉลี่ยยาวนานกว่าอังกฤษอย่างชัดเจน สะท้อนวัฒนธรรมที่เคารพความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่าการมองหาผู้รับผิดชอบเพียงคนเดียว

เจสัน วิลค็อกซ์ ผอ.เทคนิคของ แมนฯ ยูไนเต็ด

เจาะลึกความล้มเหลวที่แมนยู-เชลซี: ปัญหาไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือ “ความลักลั่นของอำนาจ”

ความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดที่สุดในปัจจุบันเกิดขึ้นกับสองทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี ซึ่งกลายเป็นตัวอย่างชั้นดีของ "ความลักลั่นทางโครงสร้าง"

ในกรณีของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปัญหาหลักคือ "สงครามอำนาจ" (Turf War) ระหว่าง รูเบน อโมริม และ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล โดยอโมริมนั้นยึดติดกับระบบ 3-4-3 ที่เขาเชื่อมั่น แต่อำนาจในเชิงโครงสร้างกลับต้องการให้เขายืดหยุ่นและใช้ระบบที่สอดคล้องกับการเสริมทัพของสโมสร เมื่อกุนซือรู้สึกว่าการได้รับ "คำแนะนำ" คือการ "แทรกแซง" จึงนำไปสู่บทสัมภาษณ์ดุเดือดที่ย้ำว่าตนคือผู้จัดการทีมไม่ใช่แค่โค้ช และสุดท้ายฝ่ายบริหารที่มองว่าความก้าวหน้าไม่เกิดขึ้นจริงจึงตัดสินใจปลดเขาออก สะท้อนให้เห็นว่าแมนยูยังไม่สามารถผสานอำนาจระหว่างสองขั้วให้เป็นเนื้อเดียวกันได้

ทางด้าน เชลซี ภายใต้กลุ่มทุน BlueCo ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะระบบผู้อำนวยการกีฬาถูกนำมาใช้ในลักษณะที่เน้น "การเทรดผู้เล่น" (Player Trading) หรือการเก็งกำไรจากการซื้อมาขายไปเป็นหลัก มากกว่าความสำเร็จทางการกีฬาในสนาม เจ้าของทีมมักเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจรายวันและการเลือกตัวผู้เล่นตามตัวเลขสถิติที่ตนเองเชื่อ ส่วนผู้อำนวยการฟุตบอลก็ถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงเครื่องมือของเจ้าของ มากกว่าจะเป็นเกราะป้องกันทีมฟุตบอล ซึ่งทั้งหมดนี้ขัดแย้งกับสัญชาตญาณของโค้ชที่ต้องการผู้เล่นเพื่อชัยชนะในเกมถัดไป ความขัดแย้งนี้เองที่ทำให้เชลซีกลายเป็นสโมสรที่เปลี่ยนโค้ชเป็นว่าเล่น เพราะระบบของผู้อำนวยการฟุตบอลถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ทางการเงินมากกว่าปรัชญาฟุตบอลที่ยั่งยืน

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (เฮดโค้ช) และ ซิกิ เบกิริสไตน์ (ผอ.กีฬา) สองคู่หูแห่ง แมนฯ ซิตี้ กุญแจสู่ความสำเร็จ: ความไว้วางใจและภาษาข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ยังมีสโมสรที่ก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้ เช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ความสำเร็จไม่ได้มาจากโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่มาจาก "ความไว้วางใจ" ระหว่าง ชิกิ เบกิริสไตน์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ทำงานเสมือนอวัยวะที่ทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดีในร่างกายเดียวกัน

หรือในกรณีของ ไบรท์ตัน และ เบรนท์ฟอร์ด ที่ใช้ "ภาษาข้อมูล" (Data) เป็นสื่อกลางที่ชัดเจน พวกเขาใช้ตัวเลขสถิติมาเป็นมาตรฐานในการสื่อสารเพื่อลดอคติส่วนบุคคลและความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายเทคนิค

เช่นเดียวกับ ลิเวอร์พูล ในยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ประสบความสำเร็จเพราะการยอมรับความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาต้องการทำงานกับ "คนเก่งที่สุด" ในด้านที่เขาไม่ถนัด เช่น การเจรจาซื้อขาย แต่โค้ชยังมี “คำขาดสุดท้าย” ในเชิงฟุตบอล ขณะที่ฝ่ายบริหารรับผิดชอบการสรรหาและการลดความเสี่ยง

บทสรุป: ปัญหาของอังกฤษคือวัฒนธรรม ไม่ใช่โครงสร้าง

การแยกหน้าที่ระหว่างผู้อำนวยการฟุตบอลกับโค้ชในอังกฤษไม่ได้ล้มเหลวเพราะแนวคิดผิดพลาด แต่เพราะมันขัดแย้งกับวัฒนธรรมดั้งเดิม กลไกตลาดทุน และความคาดหวังของแฟนบอลและสื่อ

หากฟุตบอลอังกฤษยังยึดติดกับการมองหา “ผู้จัดการทีมผู้รับผิดชอบทุกอย่าง” โมเดลนี้ก็จะยังคงสะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทางออกที่เป็นไปได้คือการเปลี่ยนผ่านสู่ ทีมผู้นำฟุตบอล ที่มีบทบาทชัดเจน โปร่งใส และได้รับการยอมรับเชิงสถาบัน

เมื่อวันนั้นมาถึง ฟุตบอลอังกฤษอาจไม่เพียงแค่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่จะเป็นระบบที่ยั่งยืนที่สุดด้วยเช่นกัน