▪ ยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) โดยหากผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้เร็วกว่าเฟด (ก่อนเดือนพฤษภาคม) ก็อาจกดดันให้เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ผันผวนอ่อนค่าลงได้
ทั้งนี้ข้อมูลจากสถิติในอดีตตั้งแต่ปี 1997 สะท้อนว่า หากเริ่มมีคณะกรรมการนโยบายการเงิน ลงมติเห็นชอบให้ลดดอกเบี้ย BOE จะเริ่มลดดอกเบี้ยได้จริง ในอีกราว 2 การประชุม หลังจากนั้น ทำให้ ตอนนี้ มีโอกาสที่ BOE จะลดดอกเบี้ยได้จริง ในการประชุมเดือนพฤษภาคม
▪ เอเชีย – ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจขยายตัวราว +0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า หรือ คิดเป็น +1.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี หนุนโดยการขยายตัวของการบริโภค การลงทุน และการส่งออกที่ดีขึ้น
โดยการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ก็อาจเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ทยอยใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นได้
ส่วนในฝั่งฟิลิปปินส์ คาดว่า แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ได้จบลงแล้ว หลังอัตราเงินเฟ้อได้ชะลอลงต่อเนื่อง เข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2%-4% ทั้งนี้ BSP อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 6.50% และอาจทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้
▪ ไทย – คาดว่า แนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของการบริโภค ท่ามกลางความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจและการทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะช่วยให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 63 จุด ในเดือนมกราคม
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมฝั่งอ่อนค่ายังคงอยู่ โดยต้องจับตาแนวต้านเชิงจิตวิทยา 36.00 บาทต่อดอลลาร์ เพราะการอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะปิดฉากเทรนด์การแข็งค่าตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อนหน้า ทั้งนี้ควรจับตาทิศทางราคาทองคำ รวมถึงฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่เป็นอีกปัจจัยส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินบาทได้พอสมควรในช่วงนี้
ส่วนเงินดอลลาร์นั้น มีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่ตลาดประเมินไว้ นอกจากนี้ หากตลาดประเมินว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้เร็วกว่า เฟด ก็อาจกดดันเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และหนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้
อยางไรก็ตาม ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร
โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forwardมองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 35.45-36.15 บาทต่อดอลลาร์ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.80-36.00 บาทต่อดอลลาร์