svasdssvasds
เนชั่นทีวี

การเงิน-การลงทุน

หุ้นไทยเสี่ยงผันผวน ! ลุ้นผลประชุมเฟด ส่องหุ้นหลบภัยตัวไหนน่าลงทุน

29 มกราคม 2567
เกาะติดข่าวสาร >> Nation Story
logoline

โบรกประเมินตลาดหุ้นไทยผันผวนระหว่างรอผลประชุมเฟดในสัปดาห์นี้ ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ประเมินกรอบ 1,386-1,482 จุด จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ-จีน-ยุโรป ส่องหุ้นหลบภัยตัวไหนน่าลงทุน ตามไปดูกันเลย

นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์  ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล. กรุงศรีพัฒนสิน เปิดเผยกับ Nation Onlineว่า  ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้อยู่ในช่วงสร้างฐาน  ประเมินแนวต้านแรกที่ 1,428 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,438 จุด แนวรับ 1,396 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,386 จุด คาดผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ครั้งแรกของปีนี้ไม่น่าจะสร้าง Surprise ให้กับตลาด ทำให้ตลาดจะรอติดตามภาคแรงงาน เพื่อประเมินภาพวงจรดอกเบี้ยระยะถัดไป คาดว่ามีโอกาสเป็นภาพอ่อนตัวลง

ส่วน Asia ฝั่งจีน หาก PMI เริ่มมีพัฒนาการทางบวก จะหนุนการฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ไทยตลาดจะรอติดตามผลวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีล้มล้างการปกครอง โดยกลุ่มนำตลาด 1. กลุ่มท่องเที่ยว บริโภคที่ขับเคลื่อนการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยปี 24F อาทิ CPALL ,CPAXT ,MINT ,AOT 2. กลุ่มได้ประโยชน์วงจรดอกเบี้ยขาลง เน้น GPSC,  MTC

ปัจจัยต่างประเทศที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทย

•  29 ม.ค. ติดตาม GDP 4Q23 (ครั้งแรก)ของยุโรป คาด -0.1%q-q เท่างวดก่อน

•  30 ม.ค. ติดตามความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค. ตลาดคาด 112.5 จุด จากเดิม 110.7 1 ก.พ. PMI ภาคผลิต (ISM) ตลาดคาด 47.5 จุด จากเดิม 47.4

•    31 ม.ค. ติดตาม PMI ภาคผลิตและภาคบริการ ม.ค.ของจีน รายงานโดยทางการ ไม่มีคาด จากเดิม 49 และ 50.4 จุด,

•  1 ก.พ.  ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตลาดคาดคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.25%-5.50%

•  1 ก.พ. ติดตาม Caixin PMI ภาคผลิตจีนไม่มีคาด งวดก่อน 50.8 จุด

•  2 ก.พ. ติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตร ม.ค. คาด 1.85 แสนตำแหน่ง จากเดิม 216 แสนตำแหน่ง และอัตราการว่างงาน ม.ค. คาดคงที่ระดับ 3.7% ทรงตัว

•   2 ก.พ. ติดตามเงินเฟ้อ CPI ม.ค. 24 ตลาดคาด +2.8% y-y

เกาะติดปัจจัยในประเทศ

•  30 ม.ค. ติดตามรายงานกำไร 4Q23F หุ้นใหญ่ คือ PTTEP คาดกำไร 1.7 หมื่นล้านบาท +10%y-y, -5%q-q

•  ไทยติดตามนักท่องเที่ยวรายสัปดาห์ (ทุกวันอังคาร)

•   31 ม.ค. ติดตามศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครองนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ & พรรคก้าวไกล เสนอนโยบายยกเลิกมาตรา 112

หุ้นเด่นสัปดาห์นี้ : แนะนำ

•  CPALL(TP76):  รับภาพบวกสัญญาณบริโภคในประเทศเริ่มฟื้นเร่ง+อยู่โซนลงทุน

•  GPSC(TP65) : มองเงินบาทแกว่งแข็งค่า+ธุรกิจโรงไฟฟ้าผ่านจุดกดดันมากสุด

•  MINT(TP40): ลุ้น Upside ได้ทั้งภาคท่องเที่ยวและวงจรดอกเบี้ยโลกขาลง

หุ้นไทยเสี่ยงผันผวน ! ลุ้นผลประชุมเฟด ส่องหุ้นหลบภัยตัวไหนน่าลงทุน

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย (PI)  เปิดเผยถึงภาวะตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้กับ Nation Online ว่า วันศุกร์ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ราย งานมูลค่าส่งออกและนำเข้าประจำเดือน ธ.ค. พบว่าขยายตัว 4.7%YoY , -3%YoY ต่ำกว่า Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ 6.4%YoY , 7.4%YoY แต่เกินดุลการค้าที่ 973 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯดีกว่า Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ขาดดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แต่หากหักสินค้าเกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัวเพียง 2.1%YoY กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าการส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับหลายๆประเทศในเอเชียท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นตามการลดลงของเงินเฟ้อ

 อย่างไรก็ตาม ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งนี้สินค้าเกษตรที่ขยายตัวและมีผลกับตลาดหุ้น ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง (+9%YoY) ยางพารา (+13% YoY)

ส่วนสินค้าหดตัวได้แก่อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-13 % YoY) ด้านสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวและมีผลกับตลาดหุ้นได้แก่รถยนต์ อุปกรณ์ +4%YoY เครื่องคอมพิว เตอร์ (+2.5%YoY) ประเมินหุ้นรับผลเชิงบวกได้แก่ (ITC, TU) และ (AH, SAT ,STANLY)

ส่วนสัปดาห์นี้ปัจจัยติดตาม ได้แก่ 1. วันจันทร์ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและตำแหน่งเปิดรับสมัครงานของสหรัฐฯ Bloom berg Consensus ประเมินไว้ที่ 114 และ 8.7 ล้านตำแหน่ง 2. การวันพุธจ้างงานภาคเอกชนจากสถาบัน ADP Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 1.4 แสนตำแหน่ง

 3. ประชุม FED ที่จะทราบผลทางการช่วงเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาประเทศไทย ข้อมูลจาก CME FED Watch ระบุว่าให้น้ำหนักราว 97% ที่ FED จะคงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าถ้อยแถลงและแนวโน้มดอกเบี้ยระยะถัดไปมีความสำคัญมากกว่า

ซึ่งเชื่อว่าอาจเห็นส่งสัญญาณในเชิงเข้มงวดต่อการดำเนินนโยบายตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ยังแข็งแกร่งในหลายๆมิติไม่ว่าจะเป็นยอดขายบ้าน ภาคผลิต และอัตราการว่างงานที่ยังต่ำ

สัปดาห์นี้ประเมิน SET INDEX   เคลื่อนไหวกรอบ 1,350 – 1,385 จุด เชิงกลยุทธ์การลงทุนยังคงมุมมอง ณ ระดับดัชนีปัจจุบันน่าสนใจสำหรับลงทุนระยะกลางขึ้นไปจากระดับ Valuation ที่น่าสนใจ เน้นที่หุ้นขนาดใหญ่และเป็นผู้นำอุตสาหกรรม อาทิ

- ค้าปลีก (BJC, CPALL ,HMPRO)

-ท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, MINT)

- ศูนย์การค้า (CPN)

- ธนาคารพาณิชย์ (BBL, KBANK, KTB ,SCB)

- กลุ่มการเงิน (SAWAD ,TIDLOR)

- ส่งออก (ITC, TU)

- สื่อสาร (ADVANC)

ส่วนเชิง Trading ระยะสัปดาห์เลือก

- กลุ่มน้ำมัน (PTTEP)

- โรงกลั่น (BCP, SPRC, TOP) ตามการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ BRT

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ประเมิน SET Index สัปดาห์นี้เคลื่อนไหว Sideways to Sideways-up ในกรอบ 1,360-1,380 จุด อิงสถิติการเคลื่อนไหวของ SET ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนหน้าเทศกาลตรุษจีนย้อนหลัง 10 ปี มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ +0.4% หากไม่นับรวมปี 2563 ที่เป็นช่วงของการแพร่ระบาด COVID-19 ระลอกแรกแนะนำเข้าสะสมหุ้นที่คาดได้อานิสงส์เชิงบวกต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวและการบริโภค
ในช่วงวันหยุดตรุษจีน 

หุ้นเด่นวันนี้แนะนำ PTTEP ราคาเป้าหมาย 155 บาท ราคาหุ้นมีปัจจัยบวกหลังราคาน้ำมันดิบ WTI ทำระดับสูงสุดรอบ 2 เดือน  ล่าสุดปิดที่ USD78.01/barrel จากปัจจัยบวก ได้แก่ 1.จีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

2. GDP 4Q66 ของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด 3.สถานการณ์ความไม่สงบในทะเลแดง หลังกลุ่มฮูติโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ Supply น้ำมันในตลาดโลกตึงตัว ​PTTEP คาดรายงานงบ 4Q66 ในวันที่ 30 ม.ค. คาดงบไม่เด่นเนื่องจากจะมีค่าใช้จ่ายพิเศษบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ทรัพย์ คาดกำไรสุทธิที่ 1.59 หมื่นลบ. ลดลง -12% QoQ แต่เป็นปัจจัยที่ตลาดรับทราบแล้ว คาดเห็นการ Buy on Fact หลังรายงานงบ ​

หุ้นเด่นอีกตัวคือ TOP ราคาเป้าหมาย 55 บาท ราคาหุ้นมีปัจจัยบวกหลังราคาน้ำมันดิบ WTI ทำระดับสูงสุดรอบ 2 เดือน ล่าสุดปิดที่ USD78.01/barrel จากปัจจัยบวก ได้แก่ 1.จีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง 2. GDP 4Q66 ของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด 3.สถานการณ์ความไม่สงบในทะเลแดง หลังกลุ่มฮูติโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ Supply น้ำมันในตลาดโลกตึงตัว

แนวโน้มกำไรสุทธิ 4Q66 คาดที่ 2.9 พันลบ. ลดลง -74% QoQ แต่ไม่ได้ Surprise ตลาดเนื่องจากเป็นปัจจัยที่ตลาดรับรู้แล้ว ขณะที่ 1Q67 คาดกำไรฟื้นตัวจาก Stock Gain และคาดเงินปันผล 2H66 หุ้นละ 2.35 บาท ให้ Dividend Yield สูงถึง 4.4%

หุ้นเด่นตัวต่อมาคือ PRM  ราคาเป้าหมาย 6.20  บาท ราคาหุ้นมี Momentum บวก หลังโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัทเริ่มเดินหน้า โดยวานนี้ซื้อหุ้นคืนผ่านตลาดหลักทรัพย์เป็นวันที่ 3 จำนวน 1.95 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 5.85 บาท รวม 3 วันทำการซื้อรวม 4.90 ล้านหุ้น โดยมีวงเงินทั้งโครงการรวม 800 ลบ. จำนวนหุ้นซื้อคืน 100 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2566 – 27 มิ.ย.2567

คาดกำไรปกติ 4Q66 โตเด่น QoQ และมีโอกาสโตได้ YoY แม้ฐานสูง เพราะเรือเก็บน้ำมันกลางทะเล (FSU) ฟื้นตัว และเรือขนส่งน้ำมันให้บริการเต็มกำลัง ราคาหุ้นไม่แพงที่ระดับ PER2567 เพียง 8 เท่า คาดเงินปันผล 6.5% ต่อปี

หุ้นตัวสุดท้ายคือ GFPT ราคาเป้าหมาย 11.50  บาท  ภาพทางเทคนิค แนวต้าน 11.50 บาท แนวรับ  11.00 บาท และ Stop loss หากต่ำกว่า 10.60 บาท ราคาพักตัวลงมาที่เส้น Uptrend Line ที่บริเวณ 11.00 บาทและเกิดแรงซื้อกลับ ทำให้ประเมินเป็นการ Pullback เพื่อขึ้นต่อ ประเมินเป้าหมายถัดไปที่ 11.50 บาท

logoline