เนชั่นทีวี

Business thai

หุ้นไทยเสี่ยงผันผวน ! ลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ -ปรับน้ำหนักดัชนี MSCI

14 พ.ย. 2566 | sukanya_san

หุ้นไทยเสี่ยงผันผวน !  ลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ -ปรับน้ำหนักดัชนี MSCI

บล.หยวนต้า มองหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,380-1,395 จุด แนะนำ Day Trade ลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯคืนนี้-การประกาศปรับน้ำหนักของดัชนี MSCI ฝั่งบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET ผันผวน ในกรอบ 1,373-1,406 จุด ขณะที่สัญญาณเทคนิคในภาพรวมยังดูอ่อนแรง คัด 6 หุ้นหลบภัย

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ระบุว่า นอกเหนือจากตลาดหุ้นจีนและไต้หวันคือ HSI (+1.30%) และ TAIEX (+0.94%) ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ด้านแรงเก็งกำไรปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์คือการพบกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจีน ที่จะเกิดขึ้นในการประชุม APEC วันพุธนี้ ว่าอาจส่งผลให้ความตึงเครียดของภาคการค้าระหว่างประเทศมีการผ่อนคลายลง

ตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆ ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในทิศทางที่ทรงตัวเพื่อรอติดตามปัจจัยมหภาคที่หนาแน่น ทั้งการรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจคือเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกสหรัฐฯ การประชุม APEC และความคืบหน้าการเจรจาของพรรคการเมืองสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยง Government Shutdown ในช่วงปลายสัปดาห์

ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดการซื้อขายทรงตัว -2.44 จุด (-0.18%) ซึ่งยังเผชิญกับความผันผวนระหว่างวันทำจุด Low ที่ 1,378.08 จุด หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี เกิดการรีบาวน์ +5 bps เป็น 3.14% นอกจากนี้ การประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน Digital Wallet ที่จะต้องรอผ่าน พรบ. กู้เงิน ซึ่งต้องใช้เวลาเพราะมีหลายขั้นตอนยังไม่เพียงพอกระตุ้น Sentiment ตลาดในระยะสั้น

 

หุ้นไทยเสี่ยงผันผวน !  ลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ -ปรับน้ำหนักดัชนี MSCI

แม้การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ วานนี้ จะออกไปในทิศทางที่เบาบาง แต่ข้อสังเกตสำคัญคือ ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นและการรายงานยอดสินเชื่อของจีนดังนี้ (1) การเปิดเผยข้อมูลดัชนีชี้วัดการบริโภคจาก QuantCube และดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นจาก Morning Consult สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจเดือน ต.ค. ชะลอตัวลงในทุกภาคธุรกิจเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และ (2) แม้ทางการจีนจะเผยยอดสินเชื่อเดือน ต.ค. เติบโตในอัตราที่ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ +10.9%

แต่ส่วนหลักเป็นผลจากการออกขายพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่การกู้ยืมของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่อ่อนแอ สะท้อนความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต คาดปัจจัยดังกล่าวจะจำกัดการฟื้นตัวของหุ้น Global Play ที่มีความเชื่อมโยงกับจีน จึงแนะนำหลีกเลี่ยงการเข้าลงทุนเพื่อรอติดตามการประชุม APEC และแนวโน้มการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐในระยะถัดไป

คาด SET Index วันนี้เคลื่อนไหว ในกรอบ 1,380-1,395 จุด เชิงกลยุทธ์แนะนำเพียงการ Day Trade เพื่อรอติดตามปัจจัยสำคัญคืนนี้คือ (1) การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ตลาดคาด CPI +0.1% MoM, +3.3% YoY  และ Core CPI +0.3% MoM และ +4.1% หากต่ำกว่าคาดคาดเอื้อต่อการเข้าเก็งกำไรในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ผกผันกับ Bond Yield และ (2) การประกาศปรับน้ำหนักของดัชนี MSCI เบื้องต้นคาดเป็นการลดน้ำหนัก แต่จะเป็นโอกาสเข้าสะสมหาก SET Index ย่อตัวในวันพรุ่งนี้

หุ้นเด่นตัวแรกคือ CPALL ราคาเป้าหมาย 58  บาท รายงานกำไรปกติ 3Q66 ที่ 4.26 พันลบ. เติบโต +12% YoY และ -5% QoQ ใกล้เคียงกับคาดการณ์ของเราและตลาด ขณะที่แนวโน้ม 4Q66 คาดกำไรเติบโตทั้ง YoY และ QoQ จาก SSSG ของธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งที่เป็นบวก และค่าใช้จ่ายไฟฟ้าลดลงตามการปรับลงของค่า Ft และดอกเบี้ยจ่ายลดลง YoY 

ติดตามความคืบหน้าจากการประชุมระหว่างกระทรวงการคลังกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเพื่อออกกองทุนประหยัดภาษีรูปแบบใหม่โดยเน้นเรื่อง ESG เราคาดว่า CPALL จะได้ประโยชน์โดยตรงเนื่องจากอยู่ในดัชนี SET ESG และมี Rating ที่ AAA

หุ้นเด่นตัวต่อมาคือ JASIF ราคาเป้าหมาย 6.70  บาท  การประชุม กสทช.วาระพิเศษในวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา มีมติ 4:1 อนุญาตการควบรวมระหว่าง AWN และ TTTBB ลำดับถัดไปคาดว่า ADVANC จะเดินหน้าทำธุรกรรมการซื้อขาย TTTBB ให้เสร็จสิ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า

JASIF ได้ประโยชน์เนื่องจากได้ผู้เช่าใหม่เป็น ADVANC แทนที่ TTTBB คาดว่าจะส่งผลให้ความมั่นคงของค่าเช่าเพิ่มขึ้นเนื่องจาก ADVANC มีความแข็งแกร่งทางธุรกิจมากกว่า TTTBB ขณะที่สัญญาเช่าเหลืออายุอีกยาวถึงปี 2581 เราคาดเงินปันผลหุ้นละ 0.60 บาท ให้ Dividend Yield สูงถึง 9.7% ต่อปี ขึ้น XN วันที่ 17 พ.ย. หุ้นละ 0.16 บาท Yield 2.5%

หุ้นเด่นตัวถัดมาคือ BDMS ราคาเป้าหมาย 28.50  บาท รายงานกำไรสุทธิ 3Q66 ที่ 3.89 พันลบ. เติบโต +15% YoY และ +27% QoQ ดีกว่าคาดการณ์ของเราและตลาดราว 8% และ 10% ตามลำดับ จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่าคาดและรายได้เติบโตจาก High Season ของธุรกิจ

แนวโน้มกำไร 4Q66 คาดเติบโต YoY ขณะที่ยอดผู้ป่วยต่างชาติในเดือน ต.ค.ยังเติบโต YoY ระดับ Double Digit และได้รับผลประทบจากตะวันออกกลางจำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนลูกค้าเพียง 4% ของรายได้รวม และเป็นชาวอิสราเอลเพียง 0.5% ราคาหุ้นวานนี้ปรับตัวลง -5% คาดงบ 3Q66 ที่ออกมาดีกว่าคาดจะส่งผลให้ราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัว

หุ้นเด่นตัวสุดท้ายคือ MALEE  ราคาเป้าหมาย  8.00  บาท ภาพทางเทคนิค แนวต้าน 8.00 บาท แนวรับ  7.65 บาท และ Stop loss หากต่ำกว่า 7.40 บาท ราคาย่อตัวลงมาที่เส้น SMA-20 วันและยังยืนได้ไม่หลุด ทำให้ประเมินว่าเป็นการ Pullback เพื่อขึ้นต่อ โดยมี MACD ที่ยังเป็นบวกหนุน ประเมินเป้าหมายที่ 8.00 บาท


บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า   คาด SET เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบระหว่าง 1,373-1,406 จุด ขณะที่สัญญาณเทคนิคในภาพรวมยังดูอ่อนแรง โดยกรอบบนถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,398  จุด และ 1,406 จุด ต้องขึ้นทะลุผ่านให้ได้ก่อนถึงจะเป็นสัญญาณบวกต่อภาพการฟื้นตัว ด้านแนวรับอยู่ที่ 1,380 จุด และ 1,373 จุด ตามลำดับ ประเด็นสำคัญ ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐคืนนี้

หุ้นเด่นตัวแรกคือ TOP ราคาเป้าหมาย 71 บาท  มองเป็นหุ้นใน SETESG Index ที่น่าสนใจ โดยได้ Rating “AAA” และ Valuation ไม่แพง โดยราคาหุ้นปรับตัวลง 16%YTD จนปัจจุบันซื้อขายที่ PBV 0.6 เท่า (-1.6SD) ขณะที่คาด GRM ที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงที่เหลือของปีนี้จะหนุนให้กำไรปี 2566 ยังมีแนวโน้ม upside จากประมาณการปัจจุบันอยู่บ้าง 

หุ้นเด่นอีกตัวคือ CRC  ราคาเป้าหมาย 48 บาท มองเป็นหุ้นใน SETESG Index ที่น่าสนใจ โดยได้ Rating “AAA” และ Valuation ไม่แพง โดยราคาหุ้นปรับตัวลง 17%YTD จนปัจจุบันซื้อขายที่ PER 27.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 28.3 เท่า ขณะที่ 4Q66 คาดจะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีนี้จากเข้าสู่ High Season และ 1Q67

ข่าวล่าสุด