ทั้งนี้ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมี Downside ที่ค่อย ๆ แคบลง หลังผ่านปัจจัยลบต่างๆ มาพอสมควร และจากนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มค่อยๆ ฟื้นตัวได้ดีขึ้น ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้
ปัจจัยภายนอก
1. วัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นใกล้จบ หลังจาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วใน 1 ปี 7 เดือน จาก 0.25% มาเป็น 5.5% ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อปัจจุบันที่ลดลงเหลือ 3.2% พอสมควร ส่งผลให้ตลาดคาด Fed น่าจะคงดอกเบี้ยไปจนถึงต้นปี 2567 ก่อนทยอยปรับลง
2. รัฐบาลจีนออกมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ หลังเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้า และภาคอสังหาฯมีหนี้สูง พร้อมผิดนัดชำระ ซึ่งประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนทั้งทางตรง และทางอ้อม
ปัจจัยภายในประเทศ
1. การเมืองมีพัฒนาการเชิงบวกมากเรื่อยๆ หลังผ่านระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่มาเกินกว่า 3 เดือนครึ่ง และน่าจะเห็นการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ในช่วงที่เหลือของปี ทั้งการลดราคาพลังงาน, ฟรีค่าธรรมเนียม VISA สำหรับนักท่องเที่ยว และความคาดหวังการแจกเงิน Digital 10,000 บาท ในระยะถัดไป
2. หลังการเมืองคลี่คลาย มูลค่าซื้อขายหุ้นไทยเฉลี่ยเริ่มกลับมาคึกคัก สู่ระดับ 6 หมื่นล้านบาทต่อวัน อีกครั้ง ตามกลไกช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นซื้อขายบน P/E ที่สูงขึ้นได้
3. แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องหลังจากนี้ โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินกำไรช่วง 2H66 มีโอกาสเติบโตขึ้นได้19%HoH และเติบโตต่อเนื่องในปี 2567 อีก 12.6% สำหรับ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ตัวเลขเศรษฐกิจจีนจะฟื้นขึ้น หลังมีนโยบายกระตุ้นออกมาต่อเนื่องหรือไม่ และการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยในช่วงโค้งแรกของรัฐบาลใหม่จะมีอะไรเพิ่มเติมอีก
ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index กรอบล่างอยู่ 1,450 จุด แนวต้านที่ 1,600 จุด
ด้านกลยุทธ์การลงทุนแนะนำ
• BJC ราคาเป้าหมาย 42 บาท
• BEM ราคาเป้าหมาย 10.5 บาท
• TOP ราคาเป้าหมาย 60 บาท
• SCGP ราคาเป้าหมาย 52 บาท
• TRUE ราคาเป้าหมาย 8.5 บาท