ทั้งนี้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ มีความหลากหลายยิ่งขึ้น เช่น หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond)ที่มีความเสี่ยงสูง กว่าหุ้นกู้ทั่วไป แต่ไถ่ถอนคืนได้เมื่อเลิกกิจการจึงมักนำเสนอผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไปและหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond)มีคุณสมบัติแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ตามราคาที่กำหนด
โดยบริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะออกหุ้นสามัญมูลค่าเท่ากับตราสารหนี้ระหว่างที่ลงทุนสามารถเปลี่ยนสถานะจากเจ้าหนี้เป็นเจ้าของได้ เหมาะกับผู้ลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนสูงขึ้นจากกำไรส่วนต่างราคาซื้อขายหุ้น อย่างไรก็ตาม หากราคาหุ้นสามัญต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในการแปลงสภาพ สามารถถือหุ้นกู้ไว้รับคืนเงินต้นได
สำหรับตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนไทย ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Senior Unsecured Bond) โดยมีหุ้นกู้ Perpetual Bond ที่ด้อยสิทธิ และหุ้นกู้ที่มีหลักประกันอยู่บ้างสำหรับบริษัทที่ไม่ได้จัดอันดับเครดิต แม้หุ้นกู้จะมีหลักประกัน แนะนำให้พิจารณาหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันเพิ่มเติม เช่น
ที่ดิน และหุ้น ควรพิจารณาว่ามูลค่าครอบคลุมมูลค่าหุ้นกู้หรือไม่ หากค้ำประกันโดยบุคคลต้องพิจารณาความมั่งคั่งของผู้ค้ำประกัน ในทำนองเดียวกันหากใช้ลูกหนี้การค้าค้ำประกัน ต้องพิจารณามูลค่าลูกหนี้การค้า คัดเฉพาะลูกหนี้ที่ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน
3. บรรษัทภิบาลของผู้ออกหุ้นกู้ กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ลงทุนต้องพิจารณา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการไปลงทุนในบริษัทที่ตกแต่งงบการเงินหรือมีการทุจริตภายใน โดย SCB CIO เชื่อว่าในอนาคตหน่วยงานที่ประเมินคะแนนบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียน จะยิ่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมากขึ้น
ขณะที่ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล เป็นส่วนสำคัญในเรื่องบรรษัทภิบาลที่ต้องพิจารณา ผู้ลงทุนควรติดตามข้อมูลว่าบริษัท ให้ความสำคัญผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder) เช่น เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น พนักงานบริษัท และสังคม มากน้อยอย่างไร รวมทั้งพิจารณาประวัติของผู้บริหารด้วย
4. การวิเคราะห์งบการเงินในเบื้องต้น ได้แก่ งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด และวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน โดยในเบื้องต้นให้ผู้ลงทุนสังเกตความผิดปกติของงบดุล เช่น สินทรัพย์โตเร็วผิดปกติ ลูกหนี้การค้าจำนวนเพิ่มขึ้นมากหรือระยะเวลาการจ่ายหนี้ยาวขึ้นกว่าเดิมรวมทั้งพิจารณาสัดส่วนหนี้สินหากมีมากขึ้นก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ หากมีสินทรัพย์น้อยกว่าหนี้สินรวมกับส่วนผู้ถือหุ้น บริษัทนั้นอาจเข้าข่ายล้มละลาย ไม่มีเงินชำระคืนหนี้ได้
เมื่อตรวจสอบงบกำไรขาดทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น การเติบโตของรายได้ ความสามารถในการทำกำไร โดยเปรียบเทียบกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) กับกำไรสุทธิ สิ่งสำคัญคือให้พิจารณาว่ามีรายได้หรือกำไรเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่และประเมินคำอธิบายว่าสาเหตุการเพิ่มขึ้นสมเหตุสมผลหรือไม่ เพื่อป้องกันการตกแต่งตัวเลขทางการเงิน
ขณะที่งบกระแสเงินสดมีความสำคัญอย่างมาก สำหรับผู้ถือหุ้นกู้ที่มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ เพราะถึงแม้ผู้ออกหุ้นกู้จะมีกำไรมาก แต่หากไม่มีเงินสดรับเกิดขึ้นจริงจากการดำเนินงาน อาจส่งผลให้งบกระแสเงินสดติดลบ อาจบ่งบอกถึงการขาดสภาพคล่องในการชำระหนี้
สำหรับอัตราส่วนทางการเงินที่ต้องวิเคราะห์ ได้แก่ EBITDA / ดอกเบี้ยจ่าย เพื่อดูว่ามีความสามารถชำระดอกเบี้ย EBITDA/(ดอกเบี้ยจ่าย+หนี้สินระยะยาวที่จะครบกำหนดในหนึ่งปีข้างหน้า) เพื่อประเมินความสามารถชำระหนี้ ค่าที่สูงขึ้นของทั้งสองอัตราส่วนนี้ บ่งบอกถึงสถานะที่แข็งแกร่ง หนี้สินรวม/ส่วนผู้ถือหุ้น
เพื่อดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ถ้ายิ่งน้อยก็ยิ่งดี แต่ต้องเทียบบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมด้วย EBITDA/รายได้รวม เพื่อประเมินความสามารถในการทำกำไร ที่วัดด้วยกำไรจากการดำเนินงาน ตัวเลขยิ่งมากยิ่งดี และ กำไรสุทธิ/รายได้รวม เพื่อดูความสามารถทำกำไร วัดจากกำไรสุทธิ
นอกจากนี้ การอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นสิ่งสำคัญ โดยความเห็นของผู้สอบบัญชี มี 4 แบบ โดยแบบแรก คือ ไม่มีเงื่อนไข หากผู้สอบบัญชีรับรองงบแบบนี้ และเป็นผู้สอบบัญชีที่เข้มงวด เชื่อถือได้ ผู้ลงทุนก็สบายใจได้เพราะไม่พบอะไรที่น่ากังวล แต่หากมีความเห็นอีก 3 แบบ อาจต้องเข้าไปตรวจสอบ หรือ หลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทนั้น เพราะมีความผิดปกติของงบการเงิน ได้แก่ แบบที่ 2 มีเงื่อนไข แบบที่ 3 งบการเงินไม่ถูกต้อง และ แบบที่ 4 ไม่แสดงความเห็น
แนะนำการะจายความเสี่ยงในการลงทุน
นายศรชัย กล่าวต่อว่า เราแนะนำให้ผู้ลงทุน กระจายความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นกู้ ทั้งด้านอันดับความน่าเชื่อถือ และประเภทหุ้นกู้ หากรับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำให้เลือกหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับบน เช่น AA ขึ้นไปจนถึง AAA แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้สูง อาจลงทุนในหุ้นกู้ High Yield ที่นำเสนอผลตอบแทนสูงๆได้
แต่ควรพยายามกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในหุ้นกู้หลายรุ่น หลายบริษัท ด้วยสัดส่วนเงินลงทุนในแต่ละตัวไม่สูง เพื่อให้เงินลงทุนในหุ้นกู้ High Yield มีสัดส่วนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับพอร์ตลงทุนโดยรวม หรืออาจกระจายความเสี่ยง โดยลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีผู้จัดการกองทุนบริหารจัดการแทน
ขณะเดียวกัน หากผู้ลงทุนรับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาจกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในต่างประเทศด้วย เพื่อช่วยให้พอร์ตลงทุนโดยรวมมีความสมดุลมากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่แต่ในประเทศอย่างเดียว โดยปัจจุบัน มีกองทุนรวมที่ลงทุนหุ้นกู้ในต่างประเทศจำนวนมาก และอาจมีโอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในไทยด้วย
เนื่องจากดอกเบี้ยในต่างประเทศปรับขึ้นมามาก และอยู่ในระดับสูงกว่าไทยโดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ลงทุนระยะสั้นๆ ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยรับในระดับ 5%