ด้านภาคครัวเรือน การเติบโตของรายได้บุคคลทั่วไปเติบโตลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดมาอยู่ที่ 2% จาก 4-5%ดังนั้น การที่ประเทศอยู่ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ฯลฯ ทั้งจากปัญหาความสามารถแข่งขันระยะยาว ปัญหาผลิตภาพ การมีโครงสร้างประชากรสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง ฯลฯ
ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ในภาพรวม มองว่า เครื่องมือดอกเบี้ยไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจงได้ หรือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด เช่น หากดูการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา 4 ครั้ง ติดต่อกันครั้งละ 0.25% มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าเพียง ต่ำกว่า 0.2%เท่านั้น เนื่องจากปัญหาในปัจจุบันไม่ใช่ปัญหาเรื่องอุปสงค์หรือการบริโภค แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หาก ธปท. ยังคงใช้เครื่องมือหลักคือดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจน้อยมาก
เช่นเดียวกันการใช้ดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่จะมีผลน้อยมาก ซึ่งหากดูการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ ธปท.คาดว่าปีนี้คาดติดลบ 0.1% และยกตัวอย่างว่า หากลดดอกเบี้ย 0.5% ทันทีจะช่วยประคองอัตราเงินเฟ้อปีหน้าได้เพียงประมาณ 0.1% ซึ่งถือว่าน้อยมาก เหล่านี้สะท้อนว่า ดอกเบี้ยนโยบายยังมีความจำเป็นอยู่ ในด้านช่วยสภาพคล่อง ช่วยเรื่องหนี้ แต่ช่วยเรื่องอื่นๆได้จำกัด
อย่างไรก็ตาม มองว่ายังมีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไป และขึ้นอยู่กับข้อมูลต่างๆในระยะข้างหน้า โดย ธปท.เตรียมนำข้อมูลเศรษฐกิจทั้งหมด รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมเข้ามาพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ด้วยในวันที่ 17 ธ.ค.นี้
สำหรับการทำงานร่วมกันระหว่าง ธปท.และกระทรวงการคลัง ถือว่าดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาความขัดแย้งกัน ทั้งสองฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกันและมีเป้าหมายร่วมกัน แต่แบงก์ชาติต้องมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องนโยบายทางการเงิน ซึ่งรัฐมนตรีคลังและนายกรัฐมนตรีให้ความอิสระตามกฎหมาย
นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังต้องคำนึงถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้ไม่ได้เป็นอิสระแบบหลุดลอย แต่เป็นอิสระที่ต้องมีการพูดคุยเรื่องเป้าหมายและดำเนินการไปด้วยกัน ในขณะเดียวกัน การตัดสินใจเรื่องนโยบายหรือการแสดงความเห็นในประเด็นสำคัญ ๆ แบงก์ชาติก็มีอิสระเต็มที่