ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสดใส นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังได้เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ซึ่งอ่อนค่าลงเหนือระดับ 148 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไรและการปรับสถานะของผู้เล่นในตลาด ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 97.4 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 96.8-97.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2025) พลิกกลับมาปรับตัวลดลง สู่โซน 3,670 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเราประเมินว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% แม้อัตราเงินเฟ้อ CPI โดยเฉพาะในส่วนของ Core-Core CPI ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสดและพลังงาน จะอยู่ในระดับสูงเกินเป้าหมาย 2% ของ BOJ ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่นก็อาจทำให้ BOJ สามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปก่อนได้ โดยเรามองว่า BOJ ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 0.75% ได้ในช่วงปลายปีนี้
และในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ ในเดือนสิงหาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB)
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ไม่ยาก หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ทำให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่า เฟดอาจไม่จำเป็นต้องเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่องและลดดอกเบี้ยได้หลายครั้ง ตามที่ตลาดกำลังคาดหวังอยู่ได้
นอกจากนี้ เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม หากราคาทองคำเผชิญแรงกดดันและย่อตัวลง ซึ่งเรามองว่าเป็นเรื่องปกติ หลังในช่วงก่อนหน้า ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้น ต่อเนื่อง ในช่วงระยะสั้น ทำให้ในช่วงนี้ที่ราคาทองคำขาดปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม ก็อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรออกมาบ้าง หรือบางส่วนก็อาจมีการปิดสถานะ เช่น cut losses ออกมาก่อน อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า การย่อตัวของราคาทองคำ (XAUUSD) อาจพอมีโซนแนวรับ ในช่วง 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาทองคำปรับตัวลงหลุดโซนดังกล่าว ก็อาจปรับตัวลงได้ต่อเนื่อง อีกพอสมควรในช่วงระยะสั้นได้
ส่วนในฝั่งฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาตินั้น เรามองว่า ในช่วงระยะสั้น อาจยังพอเห็นแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้บ้าง ทว่า ในส่วนของตลาดบอนด์นั้น เรามองว่า นักลงทุนต่างชาติ ต่างก็รอจับตา Market Dialogue จากทาง PDMO เพื่อประเมินแนวโน้มการออกบอนด์ของไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มบอนด์ยีลด์ไทยในระยะสั้น โดยในช่วงที่ผ่านมา บอนด์ยีลด์ไทยได้ปรับตัวสูงขึ้นพอสมควรในช่วงระยะสั้น จากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด และผลการประมูลบอนด์ในช่วงก่อนหน้าที่ความต้องการอ่อนแอกว่าในอดีต ทำให้หากมีประเด็นความกังวลต่อแนวโน้มการออกบอนด์ของไทยเพิ่มเติม ก็อาจกดดันให้บอนด์ยีลด์ไทยปรับตัวขึ้นได้อีกครั้ง แต่เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดก็อาจรอทยอยเข้าซื้อบอนด์ไทยในจังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นได้
อนึ่ง หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงกลับเข้าสู่แนวโน้มการอ่อนค่าลงอีกครั้ง เมื่อพิจารณาจากกลยุทธ์ Trend-Following อีกทั้ง เราพบว่า บรรดานักวิเคราะห์ต่างชาติหลายแห่ง ได้ทยอยประเมินความเสี่ยงเงินบาทอาจอ่อนค่าลง และมีการแนะนำ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ซึ่งหากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้จริง ก็อาจเห็นโฟลว์ธุรกรรม Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) เพิ่มเติม จากบรรดาผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้เล่นต่างชาติ
เรายังคงมีความกังวลเดิม คือ ความผันผวนของเงินบาทอาจกลับมาสูงขึ้นได้ ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน