ล่าสุดทางด้าน นายโรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดเผยกับทีมข่าวา เป้าหมายของบริษัทแม่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ในการเป็นผู้ผลิตรถพลังงานไฟฟ้า EV ในปี 2030 ถือว่า สอดคล้องและสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลไทย ที่ต้องการขาย EV 100% ในปี 2035 ดังนั้น รัฐบาลต้องมีการ “กีฟ แอนด์ เทค” ให้บริษัทฯ ผู้ผลิตรถยนต์ที่เริ่มเข้ามาลงทุนในไทย
“ กลุ่มรถยนต์หรูทำให้เกิด EV และเป็นผู้นำเทคโนโลยีเข้ามาผลิตในประเทศไทย ซึ่งเราไม่ต้องการถอยหลัง กลับไปเป็นผู้นำเข้า EV เพราะเป้าหมายเราคือการลงทุนในประเทศ เราจริงจังกับการสร้างฐานผลิต EV ในไทย เห็นได้จากการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่เป็น 1 ใน 7 แห่งในโลก นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา,ยุโรป และจีน ”
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยืนยันแผน "เปิดตัว Mercedes Benz EQS" ปลายปีนี้ เตรียมสั่งรถล็อตแรกมาจากประเทศเยอรมนี พร้อมรับสิทธิ์ประโยชน์ BOI ที่อนุญาตให้ค่ายรถยนต์ที่มีแผนผลิต EV ในไทย สามารถนำเข้ามาก่อนได้ “จำนวนหนึ่ง” โดยไม่เสียภาษีนำเข้า ก่อนขึ้นไลน์ผลิตต้นปี 2565
ตามข้อกำหนดของ BOI อนุญาตให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับอนุมัติแพกเกจ EV โดยก่อนจะขึ้นไลน์ประกอบในไทย สามารถนำเข้ารถพลังงานไฟฟ้ารุ่นนั้นๆ มาทดลองตลาดได้ “จำนวนหนึ่ง” โดยไม่เสียภาษีนำเข้า ซึ่งจำนวนของรถล็อตพิเศษจะสอดคล้องกับโครงการและเงินลงทุนในไทย ทั้งนี้ ในช่วงแรกที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ต้องการรับสิทธิ์ประโยชน์กับ EQC หวังจะได้สิทธิ์นำเข้าอย่างน้อยๆ 500 คัน แต่สุดท้ายตามดุลยพินิจของ BOI ให้นำเข้าได้เพียงหลักสิบคันเท่านั้น
โฟกัสยอดจัดจำหน่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์
หลังจากผ่านพ้นไป 3 ไตรมาส (เดือนม.ค.- ก.ย. 2564) ทำยอดจำหน่ายรวมกว่า 7,000 คัน โต 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 และยังถือเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย โดยต้องรอว่าสองค่ายยักษ์นี้ สุดท้ายแล้ว สองค่ายเยอรมนีใครกันแน่จะก้าวขึ้นตำแหน่งแชมป์รถหรูในปี 2564 นี้
“เราให้ความสำคัญกับการลง ทุนในไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งการตั้งโรงงานแบตเตอรี่ในไทยเปรียบเสมือน Super Investment และคิดถึงแผน การส่งออกด้วยซํ้าไป ปัจจุบันเรายัง พูดคุยกับรัฐบาลไทย และบริษัทแม่ว่าจะก้าวสู่สเต็ปต่อไปอย่างไร” นายโฟล์เกอร์ กล่าวสรุป