นายแสงชัย กล่าวต่อว่า ก่อนที่หน่วยงานภาครัฐจะดำเนินมาตรการเหล่านี้ ไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับภาคเอกชนหรือตัวแทนผู้ประกอบการก่อนเลย รวมถึงปัจจุบันเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาก็ยังไม่มีการชี้แจงหรือสื่อสารว่าจะดำเนินการอย่างไร
สำหรับข้อเสนอของสมาพันธ์ SME ไทย มี 5 ประเด็นด้วยกัน คือ
1.ก่อนอายัดบัญชี ต้องตรวจสอบหลักฐานให้ชัดเจนก่อน ทั้งความถี่ของธุรกรรมต้องสงสัย จำนวนเงิน และความเกี่ยวข้องของเจ้าของบัญชีกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงข้อมูลการซื้อขายสินค้าและบริการ ที่สำคัญคือต้องพิจารณาอาชีพของผู้ถูกอายัดบัญชีว่ามีโอกาสเกี่ยวข้องหรือไม่
2.กำหนดมาตรการและมาตรฐานการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ โดยให้ผู้ถูกอายัดบัญชีได้ชี้แจงข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน หรือพฤติการณ์ในการเรียกรับผลประโยชน์จากการเคลียร์บัญชี ทั้งที่เจ้าของบัญชีเป็นผู้บริสุทธิ์
3.ความรับผิดชอบต่อบัญชีที่ถูกอายัด หากภายหลังทราบว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จะมีการชดเชยความเสียหายจากการเสียโอกาสและเสียชื่อเสียงอย่างไร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องควรมีส่วนรับผิดชอบด้วยหรือไม่
4.มาตรการตรวจสอบต้นตอที่เป็นเครือข่ายรายใหญ่ของอาชญากรรมออนไลน์ เคยจับได้บ้างหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบางคน บางหน่วยงาน รวมถึงเครือญาติหรือคนรอบข้างนำเงินมาฟอกในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ จึงอยากผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง
5.กำกับระบบสถาบันการเงิน ในการรับฝาก เบิก ถอน โดยให้วิเคราะห์ที่มาที่ไปของเงินให้ชัดเจนและรอบคอบ เพราะมี Statement อยู่แล้ว กรณีที่เอาผิดกับผู้ค้าขายสินค้าตามปกติ จึงเกิดคำถามว่า “คนกลาง” ในการรับฝาก ถอน หรือโอนเงิน ต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่ เพื่อเป็นการควบคุมความเสี่ยงของการเป็นบัญชีม้าก่อนที่จะเกิดการอายัด
นายแสงชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า อาชญากรรมออนไลน์ "มีส่วย-มีค่าคุ้มครอง" และมีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายร่วมกระทำความผิดด้วย
คำถามคือหน่วยงานที่รับผิดชอบจะทลายต้นตอเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะก่อนตรวจสอบประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐต้องตรวจสอบตัวเองด้วยเช่นกัน