มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวในระดับสูงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2567 อยู่ที่ 26,182.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 7.0 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 6.6 เนื่องจากการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยขยายตัวร้อยละ 74.7 23.1 และ 19.8 ตามลำดับ นอกจากนี้ สินค้ายางพารา ข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 64.8 46.6 25.0 และ 20.5 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การส่งออกน้ำตาลทราย และแผงวงจรไฟฟ้า ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดตะวันออกกลาง อินเดีย อาเซียน (9) และจีน ขยายตัวร้อยละ 34.6 22.3 8.1 และ 6.7 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดญี่ปุ่น และทวีปออสเตรเลีย หดตัวร้อยละ -11.3 และ -14.0 ตามลำดับ
เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.96 ล้านคน คิดเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 20.1 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -2.8 โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ตามลำดับ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนสิงหาคม 2567 จำนวน 21.0 ล้านคน คิดเป็นอัตราการขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 4.4 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -6.6 ขณะที่ภาคการเกษตรสะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรกรรม ในเดือนสิงหาคม 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 1.3 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 1.4 ตามการเพิ่มขึ้นของผลผลิตในหมวดไม้ผลและหมวดประมง สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -1.9 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -2.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2567 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 87.7 จากระดับ 89.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศ กำลังซื้อผู้บริโภคยังอ่อนแอจากปัญหาหนี้สินที่เร่งตัวขึ้น และปัญหาสินค้าต่างประเทศเข้ามาตีตลาด อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว
เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2567 อยู่ที่ร้อยละ 0.35 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.62 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2567 อยู่ที่ร้อยละ 63.7 ต่อ GDP1 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2567 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 235.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ