ขณะเดียวกันได้เตรียมนัดหารือสำนักงบประมาณ เพื่อของบกลางมาช่วยเหลือประชาชนในการปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และรณรงค์การอนุรักษ์พลังงานคาดว่าจะลดค่าไฟฟ้าให้เหลือประมาณ 4.20บาทต่อหน่วยได้
ส่วนแนวทางที่มีความเป็นไปได้ที่จะลดค่าไฟฟ้าให้เหลือ 4.20 บาทต่อหน่วยตามนโยบายของรัฐนั้นมีทางออก 4 แนวทางคือ 1. ให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ลดราคาค่าก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าลง ซึ่งปตท.จะต้องแบกรับภาระแทนประชาชน
2. ภาครัฐต้องกำหนดให้ราคาขายก๊าซธรรมชาติเท่ากัน ทั้งฝั่งที่ขายก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้า และฝั่งที่ขายก๊าซฯ ให้ธุรกิจปิโตรเคมี เนื่องจากปัจจุบันราคาขายก๊าซฯ ให้ธุรกิจปิโตรเคมี มีราคาถูกกว่าโรงไฟฟ้า
3.ให้ กฟผ. แบกรับภาระค่าไฟฟ้าแทนประชาชน 48 สตางค์ต่อหน่วยไปก่อน หมือนกับที่ผ่านมา กฟผ. แบกรับภาระค่าไฟฟ้าไว้ และให้ประชาชนมาทยอยจ่ายคืนในรูปของค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ในภายหลัง รวมทั้งให้ ปตท.ลดค่าก๊าซฯ สำหรับโรงไฟฟ้าลง โดย ปตท.แบกรับภาระไปก่อน แล้วให้ประชาชนจ่ายคืนในภายหลังเช่นกัน
4. ให้นำเงินงบประมาณจากภาครัฐมาจ่ายชดเชยราคาค่าไฟฟ้าส่วนลด ที่ประมาณ 48 สตางค์ต่อหน่วยแทน ซึ่งในส่วนนี้ภาครัฐจะต้องหาเงินมาชดเชยค่าไฟฟ้าให้ประชาชนและเป็นผู้แบกรับภาระแทน คาดว่าจะมีการเสนอแนวทางดังกล่าวให้คณะกรรมการกพช.พิจารณาอนุมัติก่อนเสนอครม.ต่อไป
ทั้งนี้ถ้าค่าไฟฟ้างวดม.ค.-เม.ย. 67 จัดเก็บกันที่ 4.20 บาทต่อหน่วย จะทำให้กฟผ.ต้องขายไฟฟ้าต่ำว่าราคาทุน และส่งผลให้ กฟผ.มีภาระค่าเอฟทีที่ต้องค้างรับเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 13,950 ล้านบาท ทำให้ยอดสะสมของค่าเอฟทีค้างรับรวมเป็น 125,950 ล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 95,777 ล้านบาท และยิ่งกฟผ.แบบหนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องก็จะทำให้กฟผ.ต้องหันหน้าพึ่งเงินกู้
โดยภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตรงส่วนนี้คนใช้ไฟจะรู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้วกฟผ.ก็ต้องกลับมาบวกเป็นต้นทุนค่าไฟในอนาคต ดังนั้นแม้ว่าการปรับลดค่าไฟ ลงงวด ม.ค.-เม.ย. 67 จะทำให้ภาครัฐได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนในการดูแลพลังงานไม่ให้ถีบตัวสูงจนเป็นภาระต่อค่าครองชีพของประชาชน แต่จะช้าจะเร็วรัฐก็ต้องปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอยู่ดี ขึ้นกับว่าช่วงเวลาไหนที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและมีความเหมาะสมเท่านั้นเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคนที่ต้องก้มหน้ารับกรรมก็หนีไม่พ้นประชาชนเหมือนเคย....