ขณะเดียวกัน ยังมีความท้าทายต่อตลาดแรงงาน เพราะการมาถึงของสังคมผู้สูงอายุจะทำให้โครงสร้างแรงงานของประเทศเปลี่ยนแปลงไป โดยสัดส่วนประชากรวัยทำงานโดยรวมจะลดลง ส่งผลต่อกำลังการผลิตและการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม พร้อมกันนี้ ยังก่อให้เกิดความต้องการด้านสาขาอาชีพในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุจะเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ในปี 2564 ธนาคารโลก ได้คาดการณ์ถึงโครงสร้างแรงงานไทย ในช่วงปี 2564-2573 โดยจำนวนแรงงานที่จะลดลงในอนาคตนั้น จะส่งผลให้การเติบโตของ GDP ต่อหัวของไทยหดตัวลงถึง 0.86% ซึ่งการลดลงของศักยภาพการเติบโตในภาพรวมย่อมหมายถึงโอกาสที่ประชากรในแต่ละกลุ่มจะมีรายได้เติบโตขึ้นย่อมลดลงตามไปด้วย
ส่วนความท้าทายอื่น ๆ เช่น ความท้าทายต่อตลาดสินค้าและบริการ นอกเหนือจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานแล้ว ในด้านของความต้องการสินค้าและบริการ มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน โดยสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นตามสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต อาทิ สินค้าอัจฉริยะ (Smart products) ที่ตอบโจทย์ของผู้สูงอายุ
ทั้งทางด้านการใช้งานและมีภาพลักษณ์สวยงาม เช่น บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) สั่งการด้วยเสียง (Voice Control ) รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Self-driving car) หุ่นยนต์อัจฉริยะ รวมถึงเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุ อุปกรณ์ออกกำลังกาย ธุรกิจบริการทางการแพทย์และบริการสุขภาพ ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) อาหารสุขภาพ และสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของไทยดังกล่าว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่ยังคงเป็นปัญหาของประเทศและเพื่อให้ประเทศได้ดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม และรักษาระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความอยู่ดีกินดี
โดยมีข้อเสนอแนะสำหรับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและเตรียมพร้อมต่อการเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยจะต้องมีการกำหนดนโยบายด้านการทำงาน นโยบายด้านรายได้ของผู้สูงอายุ นโยบายด้านสวัสดิการ และนโยบายด้านการค้าสินค้าและบริการ
- นโยบายด้านการทำงาน จะต้องเพิ่มโอกาสการทำงานให้กับผู้สูงอายุ ทั้งในแง่ของการขยายอายุ การทำงานและการส่งเสริมพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนไปทางเศรษฐกิจและความเหมาะสมกับศักยภาพของผู้สูงอายุ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อเกื้อหนุนในการทำงาน
รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการเข้าสู่ตลาดแรงงานจากกลุ่มประชากรเพศหญิงและแรงงานข้ามชาติ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติ เพื่อปิดช่องว่างแรงงานที่หายไป
-นโยบายด้านรายได้ของผู้สูงอายุ มุ่งเน้นการกระจายรายได้ที่รวดเร็วและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ผ่านการส่งเสริมการบูรณาการร่วมกันของระบบสวัสดิการ ระบบประกันสังคมและระบบเบี้ยยังชีพอย่างเป็นระบบ เพื่อลดต้นทุนและขั้นตอนการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน สร้างแรงจูงใจในการทำงานและโอกาสในการประกอบอาชีพในวัยเกษียณผ่านการจัดอบรมฝึกทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ
โดยให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในแต่ละพื้นที่เพื่อเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงสร้างความพร้อมทางด้านการเงินผ่านการจูงใจการออมเงิน เพื่อเตรียมเข้าสู่วัยเกษียณ
- นโยบายด้านสวัสดิการ ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมเพียงพอที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น นอกเหนือจากโครงการหลัก เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุหรือบำนาญต่างๆ และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภาครัฐควรมีการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะและส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาทิ โครงการส่งเสริมพัฒนาสุขภาพ เพื่อให้ประชากรทุกวัยหันมาใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพ
ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมในระยะยาวและลดความเสี่ยงด้านการรักษาพยาบาลในอีกทางหนึ่ง รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุในสังคม
-นโยบายด้านการค้าสินค้าและบริการ ได้แก่ 1) การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นกับการดำรงชีวิตได้สะดวกขึ้น โดยการควบคุมมาตรฐานและราคาของสินค้าและบริการในกลุ่มที่จำเป็นต่อผู้สูงอายุให้เหมาะสม และพัฒนาช่องทางการขายสินค้าให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
2) การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมกับการค้าในรูปแบบต่างๆ เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพ เช่น การอบรมทักษะการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ การหาช่องทางให้กลุ่มประชากรสูงอายุสามารถทำงานไปได้ตลอดทั้งชีวิต รวมถึงการสนับสนุนวิสาหกิจที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมทำงานหรือผลิตสินค้าและบริการที่มีส่วนช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต