สำหรับการจัดเก็บภาษีความหวาน เพื่อให้คนไทยเปลี่ยนพฤติกรรม บริโภคความหวานลดลงเนื่องจากสินค้าเครื่องดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลมบรรจุขวดนั้น มีปริมาณน้ำตาลเป็นส่วนผสมอยู่มาก จึงได้เริ่มการจัดเก็บภาษีความหวาน เพื่อช่วยสังคมคนไทย ลดโอกาสเป็นโรคเบาหวาน
ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา น้ำหวานที่มีน้ำตาล 10-14 กรัมต่อน้ำ 100 มล. เก็บภาษีที่ 1 บาทต่อลิตร ซึ่งในขณะนั้นมีน้ำหวานที่มีน้ำตาลเกิน 10 กรัมต่อน้ำ 100 มล. อยู่ที่ 2,993 ล้านลิตรต่อปี แต่พอได้ปรับขึ้นภาษีความหวานเฟส 3 ล่าสุดจัดเก็บภาษีน้ำหวานที่มีน้ำตาล 10-14 กรัมต่อ น้ำ 100 มล. ที่ 3 บาทต่อลิตร ทำให้น้ำหวานกลุ่มนี้มีการผลิตลดลงเหลือเพียง 728 ล้านลิตรเท่านั้น
ส่วนกรณีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่เริ่มมีการผสมในเครื่องดื่มมากขึ้นในปัจจุบันนั้น ยังไม่มีการบรรจุในพิกัดภาษีสรรพสามิต เนื่องจากต้องรอติดตามการศึกษาจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO และปรึกษากับกระทรวงสาธารณสุขด้วย
โดยสารให้ความหวานก็มีหลายหลากชนิดซึ่งมีทั้งดีและไม่ดีต่อร่างกายหากไม่มีการห้ามก็จะนำมาเพิ่มในพิกัดภาษีเก็บควบคู่กับภาษีความหวาน แต่ถ้าผลของ WHO ออกมาว่าสารแทนความหวานเป็นอันตราย และห้ามใส่ผสมในเครื่องดื่มก็ไม่ต้องทำการจัดเก็บภาษีแล้ว