เนชั่นทีวี

Business thai

ครม.รับทราบ กทม.ชง รถไฟฟ้าสายสีเขียวลงทุน PPP พร้อมของบใช้หนี้ 7.8 หมื่นล้าน

05 ก.ค. 2566 | wanida_phe

ครม.รับทราบ กทม.ชง รถไฟฟ้าสายสีเขียวลงทุน PPP พร้อมของบใช้หนี้ 7.8 หมื่นล้าน

ที่ประชุมครม.รับทราบ การดำเนินงาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ชี้ กทม. เล็งดันเป็นการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน (PPP) พร้อมของบสนับสนุนชำระหนี้ 7.8 หมื่นล้าน

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. วันนี้ (5 ก.ค. 66) รับทราบรายงานความคืบหน้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยกทม. ในสมัย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ยืนยันว่าได้ดำเนินการครบถ้วน และ ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย และได้ส่งต่อให้ กทม. ในสมัย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ซึ่งมีแนวทางดำเนินโครงการฯ ดังนี้ 

1. กทม. เห็นพ้องด้วยกับนโยบาย ลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางของประชาชน จึงเห็นควรสนับสนุน งบประมาณจากรัฐบาลสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและงานติดตั้งระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) ของโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ในกำกับดูแลของ กทม. เช่นเดียวกับโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นที่รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้ค่าโดยสารอยู่ในระดับที่ประชาชนสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้ โดยเฉพาะส่วนต่อขยายที่ 2 (ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต และช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ) ที่เป็นส่วนต่อขยายพื้นที่ให้บริการนอกเขต กทม. และยังมีผู้โดยสารไม่มาก

2. กทม. เห็นควรที่จะดำเนินการโครงการฯ ตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) พ.ศ. 2562 เพื่อให้การพิจารณาคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนมีความรอบคอบ มีการพิจารณาข้อมูลรอบด้านและตรวจสอบได้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในการได้รับการบริการของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

3. จากกรณีที่ คณะกรรมการ ดำเนินการโครงการฯ ตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ได้เจรจากับบริษัทเอกชนไว้ว่า บริษัทฯ จะเป็นผู้รับภาระส่วนต่างค่าเดินรถที่ค้างจ่ายอยู่ทั้งหมด กทม. จึงได้หยุดชำระค่าจ้างเดินรถ และ ซ่อมบำรุงมาตั้งแต่เดือนพ.ค.62 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานกว่า 4 ปี ก่อให้เกิดภาระต่อเอกชนผู้ให้บริการ รวมถึงมีภาระดอกเบี้ยที่อาจจะเกิดขึ้นกับกทม. ในอนาคต การหาข้อยุติ ตามการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวของ ครม. จะช่วยทำให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการและประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้บริการสาธารณะ
 

นอกจากนี้ กทม. เห็นควรให้มีการนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ สำหรับการดำเนินโครงการฯ ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต และช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณ สำหรับค่าก่อสร้างและดอกเบี้ยในอนาคตทั้งหมด โดยปัจจุบัน กทม. มีภาระหนี้จากงานโครงสร้างพื้นฐานและงานซื้อขายพร้อมติดตั้งระบบการเดินรถ รวมทั้งสิ้น 78,830.86 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2566) ดังนี้ 

  • ค่างานโครงสร้างพื้นฐานและค่าจัดกรรมสิทธิ์  55,034.70 ล้านบาท
  • ค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสำหรับเงินกู้โครงสร้างพื้นฐานที่ กทม. ได้จ่ายให้ กค. ตั้งแต่ปี 2562-2565 จำนวน 1,508.93 ล้านบาท
  • ค่าจ้างงานซื้อขาย พร้อมติดตั้งระบบการเดินรถ 22,287.23 ล้านบาท


ทั้งนี้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มีความเห็นให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กรุงเทพมหานคร (มท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้เกิดความชัดเจนในประเด็นต่างๆ ดังนี้ 

1. ความชัดเจนของการดำเนินโครงการ ให้กทม. รือร่วมกับกระทรวงคมนาคมในประเด็นของระบบตั๋วร่วม การกำหนดอัตราค่าโดยสารการเชื่อมโยงโครงข่าย การเดินทางและรายละเอียดอื่นๆ ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการรับมอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ - คูคต ตามมติ ครม. (26 พ.ย. 61)

และความชัดเจนในประเด็นข้อกฎหมาย โดยให้ กทม. ประสานงานกับ สงป. ในรายละเอียด รวมทั้งสถานะ หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและภาระหนี้ และการเปลี่ยนแปลง การปฏิบัติจากการปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562 เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562

2. สำนักงบประมาณ เห็นว่า กระทรวงมหาดไทย (กทม.) ควรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อมูลประมาณการวงเงินภาระหนี้สินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมดจนจบสัญญาสัมปทาน (ปี 2572) เปรียบเทียบกับประมาณการ รายได้/สถานะทางการเงินของ กทม. และจัดทำข้อเสนอแผนการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นรายปี  เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของ ครม. ในโอกาสแรก

ข่าวล่าสุด