เนชั่นทีวี

Business thai

ตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า! ทำดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนซบเซา ครั้งแรกในรอบ 8 เดือน

07 มิ.ย. 2566 | wanida_phe

ตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า! ทำดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนซบเซา ครั้งแรกในรอบ 8 เดือน

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือน พ.ค. 66 พบปรับลดลง 26.8% แตะระดับ 77.70 อยู่ในเกณฑ์ "ซบเซา" เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน เหตุจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ทำนักลงทุนไม่มั่นใจแห่เทขายหุ้นต่อเนื่อง

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ( FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนพ.ค. 66 ( สำรวจระหว่างวันที่ 22—31 พ.ค.66)  พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 77.70 ปรับลดลง 26.8% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ในเกณฑ์ ซบเซา เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

โดยนักลงทุนมองว่า การจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง จะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ปัญหาการเมืองหลังการเลือกตั้ง รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และการเก็บภาษีตลาดทุน

โดยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในเดือนพ.ค.66 โดยสรุป พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” (ช่วงค่าดัชนี 40-79) ลดลง 26.8% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 77.70 ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุน กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนสถาบัน อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว”  ในขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” 

โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK) และ หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง และปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ปัญหาการเมืองหลังการเลือกตั้ง
 

"ผลสำรวจ ณ เดือนพฤษภาคม 2566 รายกลุ่มนักลงทุนพบว่า มีเพียงความเชื่อมั่นนักลงทุนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้น 14.3% อยู่ที่ระดับ 100.00 ในขณะที่กลุ่มอื่นปรับลดลง โดยนักลงทุนบุคคลปรับลด 24.0% อยู่ที่ระดับ 73.61 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด  18.5% อยู่ที่ระดับ 91.67 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับลด 40.0% อยู่ที่ระดับ 75.00" นายกอบศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้น SET Index ในครึ่งแรกของเดือนพฤษภาคม 2566 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค.66 สวนทางกับตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวลงจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและความล่าช้าในการยกระดับเพดานหนี้สาธารณะ

อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งหลังของเดือน SET Index ปรับตัวลงมากกว่าตลาดหุ้นอื่นทั่วโลก จากความกังวลต่อปัญหาเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งและนโยบายเศรษฐกิจ และกลับมาปรับขึ้นในช่วงปลายเดือนหลังจากมีความชัดเจนเกี่ยวกับ MOU ในการจัดตั้งรัฐบาลผสม  โดย ณ สิ้นเดือนพ.ค. 66 SET index ปิดที่ 1,533.54 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อนหน้า

โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 กว่า 33,047 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2566 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 97,006 ล้านบาท ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนพ.ค. 66 อยู่ที่ 54,819 ล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ สถานการณ์เงินเฟ้อทั่วโลก ที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลัง อาจกดดันให้ธนาคารกลาง แต่ละประเทศต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่  อีกทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหากล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อการอนุมัติร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี  2567 รวมถึงความชัดเจนในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ได้ประกาศออกมา อาทิ นโยบายกระตุ้นการบริโภค นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และนโยบายพลังงาน เช่น การปรับลดค่าไฟ รวมถึงนโยบายด้านภาษี

ข่าวล่าสุด