สำหรับการพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนเครดิตในไทย ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจตามมาตรฐานของไทย หรือ T-VER โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมแล้วเป็นจำนวน 141 โครงการ คิดเป็นปริมาณ 14.14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
รวมทั้งขณะนี้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยมีการซื้อขายไปประมาณ 2 ล้านกว่าตันคาร์บอน มูลค่า 100 กว่าล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบจะตกตันละเกือบ 75 บาท แต่ในอนาคตอันใกล้จะขึ้นเป็นตันละ 100 กว่าบาท หรือ 1,000 กว่าบาท
นอกจากนี้ ได้มีการตั้งกระดานซื้อขายคาร์บอน Carbon Credit Exchange Platform ซึ่งในโครงการนี้จะมีนิติบุคคลเข้าร่วมประมาณ 37 บัญชี และมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ประมาณ 3,000 กว่าตัน
กระทรวงทรัพย์ฯ ได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA จัดทำระบบประเมินคาร์บอนเครดิตโดยใช้ดาวเทียม พบว่ามีเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกกว่า Flux-Tower ที่จะสามารถมอนิเตอร์การเกิดคาร์บอนได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งหากต้องการมอนิเตอร์พื้นที่ทั่วประเทศ 323 ล้านไร่ จะต้องมีการลงทุนติดตั้งเสา 1,000 กว่าต้น โดยมีต้นทุนต้นละ 7-8 ล้านบาท เท่ากับจะใช้เงินลงทุน 7,000-8,000 ล้านบาท ก็จะสามารถมอนิเตอร์ได้แบบเรียลไทม์ได้
“เรากำลังก้าวออกจาก Black Gold สู่ Green Gold หรือคาร์บอนเครดิต ได้เวลานำคาร์บอนเครดิตเปลี่ยนโลกใบนี้ ต้องมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ และอีก 20-30 ปี จะสู่ Green Hydrogen”