โดยรัฐจะพัฒนาการจัดแหล่งเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงท้องถิ่นเองที่จะกลายเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ในชุมชน ในรูปแบบของ ‘ศูนย์การเรียนรู้’ ที่คนทุกวัยทุกกลุ่มเข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังเป็นหลักประกันคุณภาพการศึกษา ที่ผู้เรียนทั้ง 3 ระบบสามารถสะสมความรู้ ความชำนาญ แล้วเทียบโอนด้วย "ระบบธนาคารหน่วยกิต" (credit bank) เป็นวุฒิการศึกษาได้
ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. กำหนดชัดเจนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 5 ช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัย เด็กเยาวชน ผู้ใหญ่ตอนต้น วัยกลางคน และผู้สูงอายุ เป็นการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต ดังนั้นหลักสูตรต้องมีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย สามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์และความสนใจเฉพาะบุคคล เพื่อนำไปใช้ยกระดับชีวิต พัฒนาตนเองเป็นพลเมืองคุณภาพ
ต้องการวิธีการที่หลากหลาย เข้าถึง เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย และต้องใช้ "พลังใจ" นำทางในการทำงาน
กฎหมายฉบับนี้ เอื้อให้เกิดโครงสร้างระบบบริหารที่เป็นอิสระ จะทำให้เกิดการกระจายอำนาจในระดับภาค ระดับจังหวัด โดยสิทธิในการกำหนดทิศทางนโยบาย หลักสูตรหรือการติดตามวัดผลประเมินผลจะทำให้มีการจัดรูปแบบการเรียนรู้และกระบวนการทำงานที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการศึกษาครั้งใหญ่ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้การเกิดขึ้นของ "ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ." …. ที่มีเป้าหมายสำคัญคือ "ทำให้คนทุกวัยเข้าถึงการศึกษา" จะเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญ ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง ขบคิด และคณะทำงานด้านการศึกษาจำเป็นต้องร่วมกันหาทางรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ตามมา
โดย "กรมส่งเสริมการเรียนรู้" ที่ตั้งขึ้น ไม่ควรทำงานด้วยระบบที่ "แข็งตัว" ด้วยระบบการบริหารงานแบบราชการ ขณะที่ลักษณะการทำงานกับเด็กเยาวชนด้อยโอกาสหรือแรงงานนอกระบบ ต้องการวิธีการที่หลากหลาย เข้าถึงใกล้ชิด และต้องใช้ "พลังใจ" นำทางในการทำงาน ดังนั้นระบบที่เชื่องช้า ติดกรอบ มีข้อจำกัดด้วยระเบียบวาระ ควรลดทอนลงและปรับเปลี่ยนเป็นการทำงานเชิงรุก ละเอียดอ่อนในการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย โดยสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือจะทำอย่างไรให้การสร้างและพัฒนาเครือข่าย เป็นการทำงานจาก 3 เสาหลัก คือรัฐ เอกชน และท้องถิ่น
อย่าละเลยครูนอกระบบ หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ในหลักการและเหตุผลของการร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. ฉบับนี้ ยังมุ่งไปที่การจัดตั้ง "กรม" เป็นหลัก โดยมีเนื้อหาที่น้อยเกินไปในการกล่าวถึงเด็กเยาวชนด้อยโอกาสทุกกลุ่มประเภท ทั้งที่หลักการสำคัญของการทำงานคือการเข้าถึง เข้าใจ รู้จักกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ให้ชัดเจน
"ส่วนในจุดที่ดูเป็นข้อด้อยที่สุดของร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. ฉบับนี้ คือไม่มีเนื้อหาส่วนใดเลยที่กล่าวไปถึง"ครูนอกระบบ"ทั้งที่เป็นกำลังสำคัญที่สุดของการทำงาน ทั้งนี้ถ้าเราจะทำงานกับกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ ต้องมองเห็นตัวตนของครู ทั้งครูในระบบ ครูจากภาคประชาสังคม NGO ซึ่งกระจายตัวทำงานอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ครูเหล่านี้คือคนที่ทำงานมายาวนาน ด้วย "พลังใจของผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลง" ซึ่งพวกเขามีทั้งบทเรียนประสบการณ์ และความตั้งใจ อันเป็นสิ่งจำเป็นต่องาน และควรได้รับการสนับสนุนให้มีบทบาทมากยิ่งขึ้น"
"กสศ." มีภาคีที่ทำงานเรื่องการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาของคนทุกช่วงวัย
งานของ "กสศ." ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทในการเหนี่ยวนำความร่วมมือจากเครือข่ายและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับประเทศ รวมถึงระดับนานาชาติ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำประสบการณ์ทำงาน มาช่วยพัฒนาเครือข่ายให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและกระจายการทำงานที่ทั่วถึง
"กสศ."มีภาคีที่ทำงานเรื่องการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาของคนทุกช่วงวัย ซึ่งทำมาแล้ว มีความเข้าใจงาน เข้าใจคน เป็นเครือข่ายที่แทรกซึมในระดับพื้นที่ งานสำคัญจากนี้คือต้องตีความ พ.ร.บ. ดังกล่าวอย่างลึกซึ้ง นำไปสื่อสารอธิบายความ ทั้งกับคนในคณะทำงานของ กสศ. และคณะทำงานที่ทำงานร่วมกันกับ กสศ. ดังนั้นต้องรู้รายละเอียดเนื้อหา มาตราต่าง ๆ มองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งให้ชัด เพื่อออกแบบวิธีการทำงานในระยะยาวต่อไป
"ในอนาคต กสศ. ต้องมีความร่วมมือ มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในฐานะภาคีที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และขยายภาพความสำคัญของเยาวชนด้อยโอกาสและแรงงานนอกระบบทุกกลุ่ม รวมถึงเชื่อมโยงกับครูทั้งในและนอกระบบการศึกษาเข้ามาเป็นกำลังสำคัญ
"กสศ. ต้องร่วมผลักดันให้เกิดการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยย่างก้าวสำคัญคือการสร้างระบบ credit bank ที่จะช่วยให้ทุกการเรียนรู้ไปสู่การต่อยอด กสศ. ต้องสนับสนุนให้เกิดพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กเยาวชนนอกระบบ 9 แสนคน และแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน ให้ได้รับและเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยหลักสูตรที่เหมาะสมทั้งระยะสั้น ระยะยาว เพื่อให้ความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้ ผ่าน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. ฉบับนี้"