หากจะต้องเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองการรัฐประหารในฐานะของการเป็น "หมุดหมายหลัก" ในการเมืองไทยแล้ว คณะผู้จัดคงจะต้องเหนื่อยอย่างมากแน่นอน แต่ก็เป็นคำเตือนว่า 90 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว สังคมการเมืองไทยยังเสมือนเราเดินอยู่ใน "เขาวงกตแห่งการรัฐประหาร" และยังหาทางออกไม่ได้ ซึ่งหากนับรวมทั้งสำเร็จและล้มเหลว ไทยจะมีจำนวน 23 รัฐประหารในช่วง 90 ปี หรือเกิดรัฐประหาร 1 ครั้งทุก 3.9 ปี
มองเช่นนี้แล้ว อาจจะเป็น "ความหดหู่" ทางการเมือง แต่ในอีกด้าน ช่วงเวลา 90 ปี กองทัพก็พ่ายแพ้การลุกขึ้นสู้ของประชาชน ซึ่งเราอาจจะเรียกด้วยภาษาทางรัฐศาสตร์ว่าเกิด "กรุงเทพสปริง" (Bangkok Spring) ถึง 2 ครั้งในปี 2516 และ 2535 แม้จะต้องยอมรับในเวลาต่อมาว่า ฤดูใบไม้ผลิทางการเมืองที่กรุงเทพไม่ยั่งยืน หรือคิดเป็นอัตราเฉลี่ย 1 ครั้งทุก 45 ปี … เป็นอัตราเฉลี่ยที่ชวนหดหู่ใจในทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง
ฤดูใบไม้ผลิครั้งแรกมีอายุเพียง 3 ปี และตามมาด้วยการปราบปรามทางการเมืองครั้งใหญ่ในปี 2519 แต่ก็ตามมาด้วยการขยายตัวของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย จนสุดท้าย สงครามกลายเป็น "ปัจจัยบังคับด้านกลับ" ให้ชนชั้นนำ ผู้นำทหารสายเหยี่ยว และกลุ่มการเมืองปีกขวาจัดต้องยอมรับการเมืองแบบประชาธิปไตย
ดังนั้น ความสูญเสียในปี 2519 ไม่ใช่ "ความสูญเปล่าทางการเมือง" แต่อย่างใด เพราะสุดท้ายแล้ว ผลที่เกิดขึ้นกลับนำไปสู่การปรับตัวทางการเมืองชุดใหญ่ คือ เกิดความพยายามที่จะยุติสงครามคอมมิวนิสต์ภายใน และยอมรับว่าประชาธิปไตยไม่ได้เป็น "ภัยคุกคาม" ต่อผลประโยชน์ของฝ่ายขวา และ/หรือฝ่ายอนุรักษนิยมเช่นในอดีต ปีกขวาโดยเฉพาะชนชั้นนำและผู้นำทหารยอมรับว่า ระบอบรัฐประหารคือ เส้นทางของการ "สิ้นชาติ"
ฤดูใบไม้ผลิครั้งที่ 2 ทำท่าจะยืนยาว เพราะได้กระแสโลกาภิวัตน์จากภายนอกเข้ามาเป็นปัจจัยสนับสนุน หรือเป็นช่วงเวลาที่กระแส "ประชาธิปไตยคลื่นลูกที่สาม" (The Third Wave of Democracy) ตามทฤษฎีทางรัฐศาสตร์พัดไปทุกมุมโลก รวมทั้งพัดเข้าสู่สังคมไทยด้วย ความฝันใหญ่หลังการมาของฤดูใบไม้ผลิในปี 2535 คือ รัฐประหาร 2534 น่าจะเป็น "รัฐประหารไทยครั้งสุดท้าย" แต่แล้วกระแสลมประชาธิปไตยพัดอยู่เพียง 14 ปี ลมรัฐประหารก็พัดหวนกลับมาสู่การเมืองไทยอีกครั้งในปี 2549 และยังมาซ้ำอีกครั้งในปี 2557 … ไม่น่าเชื่อว่า เรามีรัฐประหารถึง 2 ครั้งในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี และในช่วงเวลาของสองรัฐประหารนี้ มีการปราบปรามใหญ่ทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้งที่กรุงเทพในปี 2553 ซึ่งเป็นความรุนแรงชุดใหญ่ของการเมืองยุคปัจจุบัน
หากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปี 2519 แล้ว ความแตกต่างสำคัญคือ "ไม่มีเงื่อนไขสงครามใหญ่" ฝ่ายขวาจัดวันนี้จึงไม่กลัวภัยคุกคามของสงคราม และดำเนินการทางการเมืองโดยไม่ต้องคิดถึงผลด้านกลับ เช่น การปราบปรามคนรุ่นใหม่ที่เห็นต่างทางการเมืองด้วยมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้น ความพยายามเหนี่ยวรั้งกระแสประชาธิปไตยด้วยวิธีการต่างๆนานา โดยเฉพาะการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อสร้าง "ระบอบกึ่งประชาธิปไตย" สำหรับผู้นำทหารในการเมืองไทย ซึ่งในทางทฤษฎีเรียกว่า "ระบอบไฮบริด"
แต่การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงดำเนินต่อไป จนอดคิดไม่ได้ว่า เราเคยมีฤดูใบไม้ผลิที่กรุงเทพ 2 ครั้งแล้ว ฤดูใบไม้ผลิครั้งที่สามของไทยจะมาเมื่อไหร่ … เว้นแต่บางคนอาจจะหลับฝันดีถึงรัฐประหารครั้งที่ 14 แต่สงครามต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาเตือนสติบรรดา "นักรัฐประหารไทย" เป็นอย่างดีว่า อย่าพาประเทศไปถึงจุดของความรุนแรงเช่นนั้นเป็นอันขาด เพราะไทยอาจกลายเป็น "รัฐล้มเหลว"(failed state) ได้ไม่ยาก!