เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2565 รายการฟังเสียงประเทศไทย ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้ไปจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสาธารณะกับชาวบ้านชาวเมืองในพื้นที่ โดยให้ชื่อตอนว่า "เบิ่งแง่ง อนาคตแก่งละว้า" วิทยากรได้ใช้เทคนิคกระบวนการ "ประชาพิจัย" โดยสร้างฉากทัศน์เป็นทางเลือก 3 แบบ เป็นกรอบในการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นกัน
ฉากทัศน์ที่ 1 การดูแลและจัดการการใช้ประโยชน์ทางตรงตามวิถีชุมชน ตามระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมดั้งเดิมต่อไป
ฉากทัศน์ที่ 2 ภาคประชาชนเข้มแข็งเป็นกำลังหลัก สร้างการมีส่วนร่วม และมีการใช้ประโยชน์ทางอ้อมเพิ่มมากขึ้น
ฉากทัศน์ที่ 3 ดูแลและจัดการการใช้ประโยชน์ตามนโยบายรัฐ มุ่งทำให้แก่งละว้าและบ้านไผ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง
เมื่อเวทีได้ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองระหว่างชุมชนและนักวิจัยจากสถาบันวิชาการท้องถิ่น สุดท้าย การโหวตทางเลือกจากเวทีและคนที่รับชมถ่ายทอดสดทางโซเชียล ส่งผลออกมาว่าคนส่วนใหญ่เห็นเป็นเอกฉันท์ (ร้อยละ 88.5) ต้องการฉากทัศน์ที่ 2
อย่างไรก็ตาม การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะสำนักงานชลประทานที่รับผิดชอบแก่งละว้าโดยตรงและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ต่างคนต่างทำ แยกย่อยกันไปตามภารกิจของหน่วยงาน อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ส่วนกลาง การบูรณาการกลายเป็นเพียงคำใหญ่ๆที่สวยหรู ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
นอกจากนั้นยังมีปัญหาทุจริตในงบประมาณการพัฒนาของภาครัฐอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างกรณีงบขุดลอกคูคลอง 15 ล้านบาทในปี 2564 เพียงบ่อเดียว ถูกซอยออกเป็น 30 สัญญา สัญญาละ 476,200 บาทเท่ากันทุกโครงการ เพื่อหลบหลีกกระบวนการ e-bidding ตามกฎหมาย ทำกันเสียจนไม่มีใครผิด สูบกินงบประมาณแผ่นดินจนเป็นปกติวิสัย ในขณะที่เอ็นจีโอ ผู้คัดค้าน ก็ทำเพื่อปกป้องชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม พวกเขาจึงมีภูมิคุ้มกันอยู่ในตัว
ด้วยเหตุนี้เอง เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมเล็งเห็นว่า ถ้าขืนปล่อยให้งานพัฒนาแก่งละว้า ที่นำโดยภาครัฐและภาคธุรกิจเป็นไปเช่นนี้ สุดท้ายจะยิ่งเกิดปัญหาสะสมจนไม่อาจเยียวยา พวกเขาจึงรวมตัวกันในนาม "เครือข่ายขอนแก่นวิถีใหม่" ทำหนังสือร้องทุกข์ร้องเรียน เข้ามายื่นถึงวุฒิสภา โดยมีเพียงข้อเสนอเดียว สั้นๆว่า
"ขอเรียกร้อง ให้มอบหมายงานพัฒนาแก่งละว้า เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีสำนักงาน กปร.ดูแล เพื่อให้เกิดการบูรณาการและเป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้านด้วยเถิด"