svasdssvasds
เนชั่นทีวี

คอลัมนิสต์

เตรียมรับมือแนวโน้ม"ราคาน้ำมัน"และ"อาหาร"สูงขึ้นระลอกใหม่

28 สิงหาคม 2565
791

"อนุสรณ์ ธรรมใจ" เสนอตั้งองค์กรร่วม ไทย-เขมรสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ลดพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากพม่า สหรัฐฯไม่เจอเศรษฐกิจถดถอย คาดเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ต่อ     

 

"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ"  ประธานกรรมการบริษัท บีบีจีไอ ไบโอเอทานอล จำกัด   และ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย  กล่าวถึง ประเทศไทยควรเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาเพื่อความมั่งคงทางด้านพลังงาน พร้อมเตรียมรับมือราคาพลังงานพุ่งสูงระลอกใหม่ และลดการพึ่งพิงแหล่งก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา แหล่งปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนไทยกับกัมพูชาต้องร่วมพัฒนาให้เกิดประโยชน์เช่นเดียวกับที่ไทยร่วมกับมาเลเซียพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนในรูปแบบ JDA (Joint Development Area)

 

โดยกรณีของ Malaysia-Thailand Joint Development Area นั้นได้มีการจัดตั้งเป็นองค์กรนิติบุคคล Malaysia-Thailand Joint Authority บริหารทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกันและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม 50:50 และ องค์กรร่วมนี้มีอำนาจในการทำสัญญาให้สิทธิสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมแก่บริษัทผู้ประกอบการได้ ภายใต้เงื่อนไขของระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract)

 

กรณีของไทย-กัมพูชาก็สามารถใช้แนวทางเดียวกันในการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานร่วมกันได้เพื่อความมั่งคงทางด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกัน การได้แหล่งพลังงานใหม่จากพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชานี้จะช่วยทำให้ไทยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากเมียนมาได้ โดยคาดการณ์ว่า เหตุการณ์สงครามกลางเมืองและความไม่สงบในเมียนมาจะยืดเยื้อยาวนาน

 

นอกจากนี้ รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าอาจเผชิญแรงกดดันและการคว่ำบาตรเพิ่มเติมจากชาติตะวันตกในอนาคตจนกว่าเมียนมาจะกลับสู่ประชาธิปไตย การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและแรงกดดันที่เข้มข้นขึ้นอาจกระทบต่อโครงการลงทุนต่างๆทางด้านพลังงานของไทยในเมียนมา ส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานได้จากการที่ไทยอาศัยการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาค่อนข้างมาก

 

"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" ประธานกรรมการบริษัท บีบีจีไอ ไบโอเอทานอล จำกัด  กล่าวต่อว่า  ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากโครงการยาดานา ในอ่าวเมาะตะมะของเมียนมานั้น มีปริมาณ 770-780 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งประมาณ 220-230 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ใช้ในเมียนมาเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือคิดเป็นประมาณ 50% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในเมียนมา อีก 550-560 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันส่งออกมาที่ไทย สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และขนาดเล็ก จำนวน 12 โรงในไทย รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าและพลังงานของประชาชนกว่า 11-12 ล้านคนในภาคตะวันตกและบางส่วนของภาคกลาง


  
โดยปริมาณดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 11-11.5% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของไทย เศรษฐกิจภาคตะวันตกและบางจังหวัดภาคกลางต้องอาศัยพลังงานจากเมียนมามากเกินไป ไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง เร่งส่งเสริมพลังงานชีวภาพ พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือกขึ้นมาให้ได้ หลังการรัฐประหารในพม่า บริษัทพลังงานสัญชาติตะวันตกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเมียนมาและถอนตัวจากการลงทุน

 

หลังบริษัทพลังงานฝรั่งเศสโททาลเอนเนอร์ยี่ส์ ได้ประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลังการรัฐประหารในเมียนมาและประกาศยุติการดำเนินโครงการต่าง ๆ ในเมียนมา และ ถอนการลงทุนจากแหล่งยาดานา ไทยโดย ปตท สผ ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพิ่มเติม ส่งผลให้ ผู้ถือหุ้นเดิมเปลี่ยนสัดส่วนการครอบครองล่าสุด บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถือสัดส่วนการลงทุน จาก 25.5% เป็น 37.0842% รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลเมียนมา Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) จาก 15% เป็น 21.8142%

 

การลดการพึ่งพาพลังงานจากเมียนมาต้องเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทย ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเมียนมาจะเพิ่มขึ้นอีก ประเทศไทยมี “ความเสี่ยง” ต่อการรับ-ส่งก๊าซจากแหล่งผลิตสำคัญ 3 แหล่งคือ "ยาดานา-เยตากุน-ซอติก้า" ที่ใช้อยู่ประมาณ 1,000 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน อาจจะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าในภาคตะวันตกของประเทศไทยได้ 


"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์ดูจากตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆที่ออกมาของสหรัฐอเมริกา ค่อนข้างมั่นใจว่าสหรัฐฯไม่น่าเจอเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ถ้อยแถลงของธนาคารกลางสหรัฐฯจากการประชุมประจำปี ณ. เมืองแจ็คสัน โฮล บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ไม่กังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอยแต่กังวลไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นของราคาได้ อัตราเงินเฟ้อสูงเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับแรกที่ต้องควบคุมให้ได้แม้นจะส่งผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจอยู่บ้าง และ ต้องการให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาอยู่ในระดับเป้าหมาย คือ 2% จากเวลานี้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯหรือดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 8.5% ลดลงมาเพียงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 9.1% (อัตราเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 40 ปี)

 

ขณะที่ ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน ดัชนีค้าปลีก ดัชนีการลงทุน ดัชนีคำสั่งซื้อของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ยังสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวได้ดีเพียงชะลอลงเล็กน้อยจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเพื่อคุมเงินเฟ้อ ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสองปรับล่าสุดติดลบน้อยลง ติดลบ -0.6% ไม่ใช่ -0.9% Gross domestic income ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 1.4% ในไตรมาสสอง ตัวเลขล่าสุดการขอรับสวัสดิการการว่างงานก็ปรับตัวลดลง

 

"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายต่อว่า แม้นตัวเลขจีดีพีสหรัฐฯติดลบต่อเนื่องสองไตรมาส ตามคำนิยามทางเศรษฐศาสตร์ถือว่า เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคแล้ว แต่กรณีเศรษฐกิจสหรัฐฯนั้นจะไม่นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากการติดลบของจีดีพีเป็นผลมาจากการชะงักงันทางด้านอุปทาน คือ เกิด supply chain disruptions จึงทำให้สินค้าที่ผลิตแล้วจำนวนมากตกค้างที่จุดขนส่งสินค้าจำนวนมาก ไม่สามารถขนส่งได้ จึงไม่นับรวมในสต๊อคสินค้า หรือ Inventories

 

หากดูตัวเลข Inventories พบว่า เพิ่มขึ้น 83.9 ล้านดอลลาร์เมื่อไตรมาสสองเทียบกับการเพิ่มขึ้น 188.5 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก ส่วนนี้ได้ถูกหักจากจีดีพี ทำให้จีดีพีติดลบที่ถูกรายงานในช่วงแรกติดลบสูงกว่าความเป็นจริงมาก อีกตัวเลขหนึ่งที่ยืนยันว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯไม่น่ามีภาวะถดถอย คือ การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงเพิ่มขึ้น 1.5% เป็นการปรับตัวเลขใหม่หลังจากที่มีการรายงานว่าขยายตัวเพียง 1% ก่อนหน้านี้ 


จึงคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ต่อเนื่องในการประชุมวันที่ 20-21 กันยายน ศกนี้ และน่าจะใช้มาตรการเข้มงวดทางการเงินไปอีกระยะหนึ่ง ภาวะดังกล่าวจะกดดันตลาดการเงินโดยเฉพาะตลาดหุ้นน่าจะปรับฐานลงมาได้อีก ดอลลาร์สหรัฐฯน่าจะแข็งค่าต่อเนื่อง ตลาดคริปโตน่าจะปรับลงได้อีกมาก และส่งผลต่อการชะลอตัวของภาคเศรษฐกิจจริงระดับหนึ่งเท่านั้น 

 

"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" ประธานกรรมการบริษัท บีบีจีไอ ไบโอเอทานอล จำกัด  และ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำต่ำกว่าเงินเฟ้อของคณะกรรมการไตรภาคีนั้น เท่ากับ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่แท้จริงไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นนั่นเอง โดยปรับขึ้นสูงสุด 354 บาท ต่ำสุด 328 บาท นั้น คิดเป็นอัตราค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 337 บาท เป็นการปรับเพิ่มขึ้นเพียง 5.02% เงินเฟ้อในเดือน ก.ค.ยังทรงตัวในระดับสูง เพิ่มขึ้น 7.61% แม้จะชะลอตัวลงจากเดือนก่อน

 

โดยปัจจัยมาจากราคาพลังงานและอาหารอยู่ในระดับสูง คาดการณ์ว่า แรงกดดันเงินเฟ้ออาจปรับเพิ่มอีกในระยะต่อไป จากราคาน้ำมันที่อาจกลับมาทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้จากการลดกำลังการผลิตของกลุ่มเอเปคพลัส การขาดแคลนปุ๋ยและราคาปุ๋ยแพงจะทำให้อุปทานของอาหารและธัญพืชไม่เพียงพอต่อความต้องการและดันให้ราคาขึ้นสูงรอบใหม่ได้ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพียง 5% ถือว่าไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและจะกลับมาซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนให้กลับไปทะลุระดับ 90% ต่อจีดีพีอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้ครอบครัวรายได้น้อยต้องก่อหนี้เพิ่ม

 

การก่อหนี้เพิ่มเพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพในภาวะค่าครองชีพแพงเช่นนี้จะถูกซ้ำเติมโดยดอกเบี้ยขาขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยแต่อย่างใด ขอให้ดูการตัดสินใจของธนาคารกลางจีนและธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องกังวลแรงกดดันเงินเฟ้อมากเกินไป เศรษฐกิจไทยช่องว่างระหว่างระดับของผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง (Actual GDP) กับระดับผลผลิตที่ระดับศักยภาพ เรียกว่า ช่องว่างการผลิต (Output Gap) ยังติดลบมาก

 

อุปสงค์ของประเทศขยายตัวไม่สูงมากนักแม้นกระเตื้องขึ้น ผลผลิตที่เกิดขึ้นจริงและระดับอุปสงค์ยังต่ำกว่าระดับความสามารถการผลิตของประเทศ (Excess Supply) หรือการใช้ ศักยภาพในการผลิตไม่เต็มที่ ส่งผลให้ Output Gap เป็นลบ การเปิดกว้างของเศรษฐกิจไทย หากเกิดเงินเฟ้อจากแรงดึงอุปสงค์ขึ้น ความต้องการส่วนเกินสามารถถูกทดแทนได้ด้วยการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ดุลการค้า และ ดุลบัญชีเดินสะพัดลดการเกินดุลหรือขาดดุล

 

คาดการณ์ว่า ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลเพิ่มขึ้น ฉะนั้นปัญหาเสถียรภาพราคาจากแรงดึงอุปสงค์จึงไม่ใช่ปัญหาของเศรษฐกิจไทยเวลานี้ ทางด้านส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยและเงินไหลออกก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิตกกังวลเกินไป ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้นไหลออกจากภาคการเงิน เพราะดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในหลายๆปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนเท่านั้น และ เงินทุนเคลื่อนย้ายส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้น