จากนั้นไม่นาน มนัญญา ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวหลังประชุม ครม. ว่า "ไม่ได้ติดใจอะไร หญิงชายเท่าเทียมกันอยู่แล้วค่ะ"พร้อมระบุอีกว่า วันนี้ประชุม ครม. มีคำถามที่ถามในมติ ครม. ถามกลับผู้ชายคนหนึ่ง ตอบกลับมาใช้คำว่า "เอามัน" ถามกลับไปว่า "เอามัน" หมายถึงอะไร ตอบกลับมาว่า "ก็เอามันคนที่ถาม" ไม่ได้ติดใจคำนี้ แต่งงมาก เกิดมาไม่เคยได้ยิน ช่วยหาคำตอบให้หน่อยค่ะ
อย่างไรก็ดี ภายหลัง"มนัญญา" ออกจากห้องประชุม ครม.ด้วยอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดแล้วไปโพสต์ข้อความระบายอารมณ์ต่อ ขณะที่"วราวุธ" ที่เดินออกจากห้องประชุมครม.ก็ปรับอารมณ์ได้ ด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อ "กำลังจะตามไปขอโทษ นางสาวมนัญญาอยู่ เพราะไม่ควรไปต่อปากต่อคำ เป็นสิ่งไม่ดี ผมอาวุโสน้อยกว่า จึงต้องติดต่อไปขอโทษ และต้องขออภัยด้วย หากตอบอะไรไปแล้วทำให้ระคายเคืองใจ ซึ่งควรต้องให้เกียรติผู้ใหญ่ ที่ทำไปเป็นสิ่งไม่ดี"
....
เอาหล่ะ หากพิจารณาเรื่องราวข้างต้น เห็นได้ว่า เป็นการถกเถียงกันในระห่ว่างการพิจารณาวาระครม.ที่ว่าด้วยการขยายระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้ให้กับผลิตภัณฑ์พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพออกไป แต่สาระของการถกเถียงของสองรมต.ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังพิจารณาอยู่เลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าพิจารณาจากข้อเสนอในวาระนี้ มีการประมาณการการสูญเสียรายได้ การกำหนดสิทธิประโยชน์ภาษีนี้ คาดว่าภาครัฐจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2565 ถึง 2567 ประมาณปีละ 673 ล้านบาท แต่จะมีส่วนช่วยลดงบประมาณของภาครัฐในการกำจัดขยะตกค้างและการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เป็นจำนวนหนึ่ง
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ช่วยส่งเสริมการผลิตและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพื่อเป็นทางเลือกของการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และเพื่อใช้ทดแทนพลาสติกที่สลายตัวไม่ได้ทางชีวภาพ อันจะช่วยส่งเสริมให้บรรลุเป้าประสงค์ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Bio Hub of ASEAN 2) ช่วยลดต้นทุนผลิตภัณฑ์และส่งเสริมให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจรวมทั้งประชาชนมีความสนใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ช่วยลดปริมาณขยะและสิ่งตกค้างที่ไม่ย่อยสลาย ส่งผลดีในเรื่องการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ อันจะเป็นการช่วยลดงบประมาณของภาครัฐในการกำจัดขยะตกค้างและการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เป็นจำนวนหนึ่ง
...... นี่คือสาระสำคัญที่ครม.ในรัฐบาลลุงตู่ควรถกเถียงแสดงความเห็นกันมากกว่า ....
อาจมีความเกี่ยวข้องอยู่บ้างตรงที่ในส่วนของ"นายวราวุธ" เจ้ากระทรวงทรัพยากรฯ กำลังดำเนินการรณรงค์ในเรื่องการลดขยะพลาสติก กล่องโฟม ในทุกวิถีทาง อย่างเช่น การร่วมมือกับภาคเอกชน ออกแคมเปญลดการใช้พลาสติก หรือแม้แต่การออกประกาศห้ามนำภาชนะโฟม หรือพลาสติกเข้าอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันนี้( 6 เม.ย.65 )
ในขณะที่ "มนัญญา" รมช.เกษตรฯ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงเกษตร อาจยังไม่มีความชัดเจนในแง่ของการขานรับนโยบายรัฐบาลเรื่องการลดพลาสติกไปปฏิบัติผ่านกระทรวงที่กำกับดูแล จึงต้องออกมาในรูปของการแสดงความเห็นโยนเรื่องไปให้กระทรวงทรัพยากรฯทั้งที่น่าจะฝากฝังไปถึง นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ รองนายกฯและรมว.กระทรวงพาณิชย์ จากพรรคประชาธิปัตย์ และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม จากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก น่าจะตรงวาระที่พิจารณากันอยู่ แต่นี่ เป็นการฝากฝังผิดที่ผิดทางจึงต้องเข้าทำนอง "พูดเอามัน"
ผู้ที่กุมขมับต่อไปเห็นจะเป็น"ลุงตู่" ในฐานะประธานหัวโต๊ะครม.ที่จะต้องรับบทควบคุมสถานการณ์แบบนี้ ไปอีกหลายวาระร้อนที่จะเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในช่วงใกล้สิ้นอายุขัยรัฐบาล