เนชั่นทีวี

Business

สหพัฒน์-MFEC ชี้ทางรอด ย้ำ AI ไม่ใช่ลดคนแต่ต้องจัดทัพใหม่

20 ต.ค. 2569 | apirak_pra

สหพัฒน์-MFEC ชี้ทางรอด ย้ำ AI ไม่ใช่ลดคนแต่ต้องจัดทัพใหม่

สองบิ๊กธุรกิจ "สหพัฒน์-MFEC" ชี้ทางรอดองค์กรยุค AI บนเวที Nation Forum ย้ำชัดไม่ใช่แค่ลดพนักงาน แต่ต้อง Redesign โครงสร้างการทำงานใหม่ สหพัฒน์ชูปรัชญา "มากคน มากวาสนา" ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สองบิ๊กธุรกิจ "สหพัฒน์-MFEC" ชี้ทางรอดองค์กรยุค AI บนเวที Nation Forum ย้ำชัดไม่ใช่แค่ลดพนักงาน แต่ต้อง Redesign โครงสร้างการทำงานใหม่ สหพัฒน์ชูปรัชญา "มากคน มากวาสนา" ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

KEY

POINTS

  • ผู้นำสหพัฒน์และ MFEC เห็นตรงกันว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับลดคน แต่เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างองค์กรและกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด
  • MFEC ชี้ว่าองค์กรต้องเปลี่ยนจากการ "ใช้ AI" ไปสู่การ "ทำงานผ่าน AI" เพื่อทลายข้อจำกัดทางธุรกิจเดิมๆ และทำให้ได้ทั้งคุณภาพ ราคา และความเร็วพร้อมกัน
  • สหพัฒน์ยืนยันนโยบายไม่ปลดพนักงาน โดยยึดหลัก "มากคน มากวาสนา" และมองว่าเป็นหน้าที่ของบริษัทในการพัฒนาทักษะพนักงานทุกระดับให้ใช้เทคโนโลยีได้
  • ทักษะที่จำเป็นในอนาคตไม่ใช่ความรู้ที่หาได้จาก AI แต่คือการคิดเชิงวิพากษ์ ความอยากรู้อยากเห็น และความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ

บนเวทีสัมมนา Nation Forum: Talent Evolution (Bridge the Gap) ภายใต้แนวคิด “สร้างคนให้ทันโลก เชื่อมทักษะให้ทันงาน” ซึ่งจัดขึ้นโดย เนชั่น กรุ๊ป ในหัวข้อ THE FOUNDATION RESET สองผู้นำจากภาคธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง นายเวทิต โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และ นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ผู้บริหารจาก บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ได้ร่วมเปิดมุมมองเชิงลึกถึงทิศทางการพัฒนา "ทุนมนุษย์" (Human Capital) ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และปัญหาช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ภายในองค์กร 

 

MFEC ชี้ AI ทลายกรอบเดิม ต้องเปลี่ยนวิธีคิดสู่ "ทำงานผ่าน AI"

 

นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ตัวแทนจาก MFEC กล่าวว่า การเข้ามาของ AI ได้เข้ามาช่วยทลาย “สามเหลี่ยมข้อจำกัด” แบบดั้งเดิมในโลกธุรกิจ ที่องค์กรมักต้องเลือกระหว่าง คุณภาพดี ราคาถูก และความรวดเร็ว ได้เพียง 2 ใน 3 ด้านเท่านั้น ทว่าปัจจุบัน AI ช่วยให้องค์กรสามารถคว้าทั้ง 3 มิติมาได้พร้อมกันในคราวเดียว

“AI ไม่ใช่การลดต้นทุนหรือการปลดพนักงาน (Layoff) และไม่ใช่แค่การซื้อไลเซนส์ซอฟต์แวร์มาเป็น Add-on ให้พนักงานทำงานตามกระบวนการเดิม แต่องค์กรต้องเกิดการ Redesign ทั้งโครงสร้างต้นทุน ฟังก์ชันงาน (Job Function) ตลอดจนระบบ Workflow ใหม่ทั้งหมด และเปลี่ยนผ่านจากการใช้ AI ไปสู่การทำงานผ่าน AI (Work through AI) อย่างแท้จริง”

สหพัฒน์-MFEC ชี้ทางรอด ย้ำ AI ไม่ใช่ลดคนแต่ต้องจัดทัพใหม่

นายศิริวัฒน์ ยกตัวอย่างว่า การบริหารองค์กรด้วยระบบ AI Agent ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถจำลองสถานการณ์ ตรวจสอบสภาพคล่องและสต็อกสินค้าเพื่อตัดสินใจทางธุรกิจได้ในระดับชั่วโมง แทนที่จะต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนเหมือนในอดีต นอกจากนี้ องค์กรในปัจจุบันไม่ได้มองหาคนที่รู้เยอะ (Knowing) อีกต่อไป เพราะข้อมูลความรู้สามารถเข้าถึงได้ฟรีผ่าน AI แต่กำลังมองหาคนที่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และมีความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) ซึ่งช่วยให้สามารถตั้งคำถามและต่อยอดการทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สหพัฒน์ ยึดมั่น "มากคน มากวาสนา" มุ่งยกระดับคนทำงานตรงกลาง

 

ด้าน นายเวทิต โชควัฒนา จากเครือสหพัฒน์ ระบุว่า ความท้าทายเรื่อง AI และช่องว่างระหว่างวัยถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน ในยุคที่ประชากรเกิดใหม่และแรงงานรุ่นใหม่ลดจำนวนลง การนำ AI เข้ามาจะช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานได้สูงขึ้น

 

สำหรับปัญหา Generation Gap ภายในองค์กร นายเวทิต มองว่า ปัจจุบันผู้บริหารระดับสูงที่มี Pain Point ด้านธุรกิจ สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี ทว่ากลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญและปรับเปลี่ยนมากที่สุดคือ "คนระดับกลาง" ที่อาจมีความกังวลหรือไม่กล้าเปิดรับเทคโนโลยี

สหพัฒน์-MFEC ชี้ทางรอด ย้ำ AI ไม่ใช่ลดคนแต่ต้องจัดทัพใหม่

“หลายคนอาจมองว่า มากคน มากความ หรือ มากคน มากปัญญา แต่สำหรับสหพัฒน์ เรายังคงยึดถือคำสอนของคุณปู่ (นายเทียม โชควัฒนา) ที่ว่า ‘มากคน มากวาสนา’ เพราะคำว่าวาสนา ผูกพันกับความภักดี ความมุ่งมั่นผูกพัน และความไว้ใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่มี สหพัฒน์จึงไม่มีนโยบายลดคนหรือ Layoff พนักงาน หากจำเป็นต้องลดคน นั่นแปลว่าเป็นความผิดพลาดของผู้บริหารที่ไม่สามารถขยายธุรกิจเพื่อรองรับคนเหล่านั้นได้ หน้าที่ขององค์กรคือการให้ความรู้และผลักดันให้พนักงานทุกช่วงวัยสามารถใช้งาน AI ได้อย่างสบายใจ”

นอกจากนี้ นายเวทิต ยังเน้นย้ำว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดในอนาคตคือ ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) เพราะในวันที่ AI กลายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้เหมือนอินเทอร์เน็ต สิ่งที่จะชี้วัดความสำเร็จคือ Business Sense และความเข้าใจว่าธุรกิจจะสร้างรายได้และผลกำไรได้อย่างไร

 

ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสององค์กรเห็นพ้องต้องกันว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ให้สอดรับกับบริบทโลกใหม่ ไม่ใช่การปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่คน แต่คือการยกระดับศักยภาพของคนให้สามารถควบคุม กำกับ และใช้งานเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด