'ขัตติยา' ชูเวที IMF World Bank ดึงลงทุนโลก เร่งรับมือ AI
13 ต.ค. 2569 | apirak_pra

ซีอีโอกสิกรไทย 'ขัตติยา อินทรวิชัย' ชูเวที IMF-World Bank 2026 ปักหมุดไทยดึงลงทุนโลก แนะภาคธุรกิจเร่งนำ AI เพิ่มผลิตภาพ ชี้จุดรอดต้องปรับตัวยืดหยุ่น
Business
13 ต.ค. 2569 | apirak_pra

ซีอีโอกสิกรไทย 'ขัตติยา อินทรวิชัย' ชูเวที IMF-World Bank 2026 ปักหมุดไทยดึงลงทุนโลก แนะภาคธุรกิจเร่งนำ AI เพิ่มผลิตภาพ ชี้จุดรอดต้องปรับตัวยืดหยุ่น
KEY
POINTS
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นเวทีสำคัญที่ไม่เพียงแต่ใช้หารือทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยต่อสายตานานาชาติ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่เข้มข้น
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ได้แสดงทัศนะถึงการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 โดยมองว่า เป็นโอกาสสำคัญในการทำให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทย รวมถึงการเปิดประตูสู่ความร่วมมือทางการเงินและการลงทุนใหม่ๆ ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน
เมื่อเปรียบเทียบพัฒนาการของไทยระหว่างปี 1990 กับปี 2023 จะพบว่า รายได้ต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 2.3 เท่า รวมถึงมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การลดความยากจน และงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้และภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบ K-Shaped Recovery ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข ร่วมกับการหาคำตอบเพื่อผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ขยับสูงขึ้นกว่าระดับร้อยละ 2.2 ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ เวทีดังกล่าวยังเป็นโอกาสเรียนรู้ทิศทาง Green Finance และ Transition Finance เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการสีเขียว โดยโจทย์สำคัญของภาคการเงินคือการพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็น Bankable Projects ที่มีความพร้อมในการจัดหาเงินทุนจริง ผ่านกรอบการดำเนินงานและตัวชี้วัดที่เป็นมาตรฐานสากล
ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซีอีโอกสิกรไทยมองว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เพียงภัยคุกคามหรือ Disruption แต่เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ซึ่งการนำ AI มาใช้จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างองค์กรและการพัฒนาทักษะบุคลากร (Up-skill)
สำหรับแนวคิด Reinvent Thailand ในการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (7 New Engines) นางสาวขัตติยามองว่า ความอยู่รอดของธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอยู่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว หรือ Resilience ของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยองค์ประกอบสำคัญประกอบด้วย
สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อ (SME) จุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหาคือการประเมินความสามารถในการแข่งขันของตนเอง สินค้าและบริการต้องมีความแตกต่าง และมีแนวทางในการหาตลาดใหม่ หากต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การขอสินเชื่อจำเป็นต้องมาพร้อมกับแผนธุรกิจที่ชัดเจน มีการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) และประมาณการผลประกอบการ ซึ่งธนาคารพร้อมนำข้อมูลรูปแบบการทำธุรกรรม (Transaction Patterns) มาประกอบการพิจารณาสนับสนุนสินเชื่อร่วมด้วย
ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ภายในปี 2037 จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในลักษณะ "Team Thailand" ทั้งภาครัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ โดยต้องกำหนดตัวชี้วัดนำ (Leading Indicators) ที่ชัดเจนเพื่อติดตามความคืบหน้าระหว่างทาง
ในมิติการแข่งขันดึงดูดการลงทุนต่างชาติ ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านทำเลที่ตั้ง ความเสถียรของระบบพลังงาน และความเป็นกลางทางการเมืองในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ไม่เลือกข้าง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องเร่งแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives) ให้จูงใจ การยกระดับทักษะภาษาอังกฤษของแรงงาน และการมองการพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน เช่น ความร่วมมือในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ASEAN Chip Act) เพื่อดึงดูดการลงทุนใน Data Center และ AI ในระยะยาว
นางสาวขัตติยา สรุปทิ้งท้ายว่า กระแส AI ในปัจจุบันแตกต่างจากยุค Dot-com เนื่องจากเริ่มเห็นการนำไปใช้งานจริง (Traction) ที่ส่งผลต่อธุรกิจชัดเจน การเรียนรู้และประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์จริง จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน