เนชั่นทีวี

Business

IMF ชี้ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน จ้างโปรแกรมเมอร์ลด 10% แต่ทักษะเอไอพุ่ง

12 ต.ค. 2569 | prisana_tha

IMF ชี้ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน จ้างโปรแกรมเมอร์ลด 10% แต่ทักษะเอไอพุ่ง

IMF เผย AI เริ่มเปลี่ยนความต้องการจ้างงานตั้งแต่ปี 2567 งานเขียนโปรแกรมลดลงราว 10% แต่ความต้องการคนใช้เอไอเป็นเพิ่มขึ้น 2 เท่า เตือนเอเชียต้องเร่งปรับทักษะแรงงานและสร้างงานใหม่ 150 ล้านตำแหน่งใน 10 ปี

IMF เผย AI เริ่มเปลี่ยนความต้องการจ้างงานตั้งแต่ปี 2567 งานเขียนโปรแกรมลดลงราว 10% แต่ความต้องการคนใช้เอไอเป็นเพิ่มขึ้น 2 เท่า เตือนเอเชียต้องเร่งปรับทักษะแรงงานและสร้างงานใหม่ 150 ล้านตำแหน่งใน 10 ปี

KEY

POINTS

  • IMF ชี้เอไอเริ่มกระทบการจ้างงานปี 2567 งานเขียนโปรแกรมลดลงราว 10%
  • นายจ้างต้องการทักษะเอไอเพิ่มขึ้น 2 เท่า เน้นใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียต้องสร้างงานใหม่ 150 ล้านตำแหน่งภายใน 10 ปี

12 ตุลาคม 2569 ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ดิวยา เคียร์ติ (Divya Kirti) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF นำเสนอผลการศึกษาหัวข้อ Labor Markets in Asia: Challenges and Opportunities in the Age of AI โดยอธิบายว่า เอไอเริ่มส่งผลต่อความต้องการจ้างงานแล้ว แต่ข้อมูลยังไม่สนับสนุนข้อสรุปว่า เทคโนโลยีกำลังทำให้แรงงานมนุษย์หมดความจำเป็น ตรงกันข้าม นายจ้างกำลังเปลี่ยนคุณสมบัติของบุคลากรที่มองหา โดยให้ความสำคัญกับความสามารถในการใช้เอไอเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น

เอไอเริ่มกระทบการจ้างงานชัดตั้งแต่ปี 2567

 

เคียร์ติ อธิบายว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอดีต ตั้งแต่การพิมพ์หนังสือจนถึงอินเทอร์เน็ต ล้วนเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์เข้าถึงความรู้ ขณะที่เอไอกำลังก้าวไปอีกระดับ เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงค้นหาข้อมูล แต่ยังสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติงานได้โดยตรง ตั้งแต่สร้างเว็บไซต์ติดตามราคาค่าเช่า ไปจนถึงค้นหาและจองบัตรเข้าชมการแสดงพร้อมเลือกที่นั่งให้ผู้ใช้เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดแรงงาน IMF เปรียบเทียบความต้องการจ้างงานระหว่างอาชีพที่เอไอสามารถเข้ามาช่วยทำงานได้มาก เช่น การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ กับอาชีพที่ยังต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เช่น การบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้าหรือผู้จัดหาวัตถุดิบ ซึ่งเทคโนโลยียังมีข้อจำกัดในการทำงานแทน

 

ข้อมูลพบว่า หลังจาก ChatGPT เปิดตัวในปี 2565 ช่วงแรกยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านการจ้างงานมากนัก แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2567-2568 นายจ้างเริ่มลดความต้องการแรงงานในอาชีพที่เอไอเข้ามาช่วยทำงานได้มาก โดยเฉพาะงานเขียนโปรแกรม ซึ่งมีความต้องการจ้างงานลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพที่เอไอเข้ามาช่วยทำงานได้น้อยกว่า

IMF ชี้ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน จ้างโปรแกรมเมอร์ลด 10% แต่ทักษะเอไอพุ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความต้องการจ้างงาน ไม่ได้หมายความว่าแรงงานในอาชีพเหล่านี้ถูกเลิกจ้างไปแล้ว 10% และสิ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจคือ เหตุใดความต้องการแรงงานจึงไม่ได้ลดลงรุนแรงต่อเนื่อง ทั้งที่เอไอกำลังมีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เคียร์ติ อธิบายพัฒนาการของเอไอผ่านระยะเวลาที่มนุษย์ต้องใช้ทำงาน โดยในช่วงแรกของ ChatGPT เทคโนโลยีสามารถทำงานง่ายๆ ที่มนุษย์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เช่น การตอบคำถามคณิตศาสตร์พื้นฐาน ก่อนจะพัฒนาไปสู่การค้นหาข้อผิดพลาดและแก้ไขโค้ด ซึ่งมนุษย์อาจต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง

 

ปัจจุบัน เอไอยังสามารถทำงานที่ซับซ้อนขึ้นจนเทียบได้กับงานที่มนุษย์ต้องใช้เวลาทั้งวัน เช่น การสร้างแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหาปัจจัยที่ส่งผลต่อยอดขายของธุรกิจ ความก้าวหน้าเหล่านี้ทำให้นายจ้างเริ่มตั้งคำถามถึงจำนวนโปรแกรมเมอร์ที่จำเป็นต้องใช้ และทำให้นักวิจัยพิจารณาว่าอาชีพดังกล่าวกำลังจะหมดความจำเป็นหรือไม่ แต่เมื่อกลับมาดูข้อมูลตลาดแรงงาน กลับพบว่าแม้เอไอจะทำงานได้มากขึ้น ความต้องการจ้างงานในอาชีพที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ลดลงต่อเนื่องอย่างรุนแรงตามไปด้วย

 

เคียร์ติ อธิบายว่า นายจ้างยังต้องการแรงงานมนุษย์ เพียงแต่กำลังเปลี่ยนความคาดหวังจากคนที่ทำงานด้วยทักษะเดิม ไปสู่คนที่สามารถใช้เอไอช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น นายจ้างมองหาคนใช้เอไอเป็น ความต้องการทักษะสูงกว่า 2 เท่า

 

จากการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงาน 700 ล้านรายการ IMF พบว่า ทักษะด้านเอไอที่นายจ้างกำลังมองหาสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม

 

กลุ่มแรก คือ ความคุ้นเคยและความเข้าใจเกี่ยวกับเอไอในระดับทั่วไป ซึ่งเป็นความสามารถพื้นฐานในการใช้งานและนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน

 

กลุ่มที่สอง คือ ทักษะเฉพาะทาง เช่น Prompt Engineering หรือความสามารถในการออกแบบคำสั่งให้เอไอทำงานได้อย่างตรงตามความต้องการ รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับ AI Agents ซึ่งเป็นระบบเอไอที่สามารถดำเนินงานตามเป้าหมายและจัดการขั้นตอนต่างๆ ได้

 

กลุ่มที่สาม คือ ความสามารถในการเชื่อมเอไอ เข้ากับข้อมูลและองค์ความรู้ภายในองค์กร โดยเคียร์ติ อธิบายว่า บริษัทจำนวนมากมีข้อมูลและความรู้สะสมอยู่ภายใน แต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่สามารถนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การมีบุคลากรที่สามารถเชื่อมเอไอเข้ากับข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

 

ข้อมูลยังพบว่า อาชีพที่เอไอสามารถเข้ามาช่วยทำงานได้มาก ความต้องการทักษะด้านเอไอสูงกว่าอาชีพที่เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานได้จำกัดกว่าประมาณ 2 เท่า หมายความว่า อาชีพที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเอไอมากที่สุด ก็เป็นกลุ่มเดียวกับที่นายจ้างกำลังมองหาคนที่มีทักษะใช้เอไอมากที่สุดเช่นกัน

 

เอเชียเจอโจทย์ต่างกัน ประเทศร่ำรวยขาดแรงงาน ประเทศกำลังพัฒนาต้องสร้างงาน สำหรับผลกระทบต่อเอเชีย เคียร์ติ ระบุว่า เอไอจะไม่ได้ส่งผลต่อทุกประเทศเท่ากัน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและประชากรมีความแตกต่างกันอย่างมาก ประเทศที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเอไอก่อน เนื่องจากแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคเศรษฐกิจและอาชีพที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยทำงานได้มากอยู่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศร่ำรวยหลายแห่งกำลังเผชิญปัญหาประชากรสูงวัยและจำนวนแรงงานที่ลดลง ทำให้เอไออาจเข้ามามีบทบาทช่วยให้เศรษฐกิจปรับตัวต่อสถานการณ์ที่มีคนวัยทำงานน้อยลง

 

คำถามสำหรับประเทศกลุ่มนี้จึงเป็นว่า เอไอจะสามารถช่วยชดเชยการลดลงของแรงงานได้มากเพียงใด และหลังจากนำเทคโนโลยีมาใช้แล้ว ยังจะมีปัญหาขาดแคลนแรงงานในด้านใดอยู่บ้าง

 

ในทางกลับกัน ประเทศกำลังพัฒนาอาจเผชิญผลกระทบจากเอไอน้อยกว่าในระยะแรก เพราะแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจอย่างเกษตรกรรม ซึ่งเอไอเข้ามาช่วยทำงานได้จำกัดกว่า แต่ความท้าทายของประเทศเหล่านี้แตกต่างออกไป เพราะหลายประเทศมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก และจำเป็นต้องสร้างตำแหน่งงานใหม่เพื่อรองรับคนที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน

 

เคียร์ติ เปิดเผยว่า ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจำเป็นต้องสร้างงานใหม่ถึง 150 ล้านตำแหน่งภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ประเด็นสำคัญคือ หากประเทศเหล่านี้ต้องการยกระดับรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจให้เข้าใกล้ประเทศร่ำรวย งานใหม่ที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องอยู่ในภาคเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่หลายภาคส่วนดังกล่าวกลับเป็นกลุ่มที่เอไอเริ่มเข้ามาเปลี่ยนแปลงความต้องการแรงงานแล้ว จึงเกิดคำถามว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะสร้างงานจำนวนมหาศาลได้อย่างไร ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนประเภทของงานและทักษะที่นายจ้างต้องการ

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการปรับตัวของระบบการศึกษา เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานยุคเอไอ รวมถึงคำถามว่า เมื่อความต้องการแรงงานเปลี่ยนจากอาชีพหนึ่งไปสู่อีกอาชีพหนึ่ง คนทำงานจำนวนมากจะต้องเปลี่ยนอาชีพหรือไม่ และการเปลี่ยนอาชีพในวงกว้างจะเกิดขึ้นได้จริงเพียงใด

 

เอไอ กระทบค่าจ้างหรือไม่ เมื่อโครงสร้างงานเริ่มเปลี่ยน

 

ผู้เข้าร่วมรายหนึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับผลกระทบของเอไอต่อค่าจ้างและเงินเฟ้อ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากเอไอทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าจ้างลดลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ และอาจทำให้บริษัทมีอัตรากำไรสูงขึ้นหากยังขายสินค้าในราคาเดิม แต่หากค่าจ้างเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตก็อาจสูงขึ้นและส่งผลต่อราคาสินค้าได้ จึงมีคำถามว่าเอไอจะเข้ามาเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างค่าจ้าง ต้นทุนการผลิต และอัตราเงินเฟ้ออย่างไร รวมถึงจะมีแนวทางควบคุมผลกระทบดังกล่าวหรือไม่

 

เคียร์ติ ตอบว่า งานวิจัยได้พิจารณาทั้งความต้องการแรงงานและค่าจ้าง แต่ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าเอไอส่งผลต่อระดับค่าจ้าง

 

สิ่งที่ข้อมูลสะท้อนในปัจจุบันคือ เอไอกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานมากกว่าจะทำให้ค่าจ้างเปลี่ยนแปลง ความต้องการแรงงานบางอาชีพลดลง ขณะที่โอกาสสำหรับคนที่มีทักษะเอไอกลับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผลการศึกษาที่นำเสนอไม่ได้ให้ข้อสรุปโดยตรงว่าเอไอจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นหรือลดลง

 

 

สหภาพแรงงานชี้ บางอาชีพถูกแทนที่ ขณะที่บางกลุ่มกลับต้องทำงานหนักขึ้น

 

แดเนียล คอสต์เซอร์ (Daniel Kostzer) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสมาพันธ์สหภาพแรงงานสากล (ITUC) ซึ่งมีเครือข่ายองค์กรสมาชิกมากกว่า 360 องค์กรทั่วโลก ตั้งคำถามถึงผลกระทบของเอไอต่อแรงงานที่อาจเกิดขึ้นในรูปแบบแตกต่างกัน โดยระบุว่า

 

จากการติดตามสถานการณ์ร่วมกับองค์กรแรงงาน พบว่าผลกระทบของเอไอไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกันในทุกอาชีพ บางกลุ่มเผชิญความเสี่ยงจากการถูกทดแทน ขณะที่บางกลุ่มอาจมีงานเพิ่มขึ้น หรือเผชิญความเข้มข้นในการทำงานมากกว่าเดิมจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ถามว่า IMF มองบทบาทของแรงงานในการมีส่วนร่วมกับกระบวนการนำเอไอมาใช้และปรับตัวอย่างไร เพื่อให้เกิดตลาดแรงงานที่ดีขึ้น

 

เคียร์ติ อธิบายว่า ความแตกต่างของผลกระทบสามารถพิจารณาได้อย่างน้อย 2 มิติ ได้แก่ ประเภทของอาชีพและระดับการพัฒนาของประเทศ

 

ในมิติอาชีพ งานที่เอไอสามารถเข้ามาช่วยได้มากจะได้รับผลกระทบด้านความต้องการจ้างงานมากกว่า แต่ขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มที่มีความต้องการทักษะเอไอเพิ่มขึ้นสูงที่สุด ส่วนในมิติระดับประเทศ ประเทศร่ำรวยต้องพิจารณาว่าเอไอจะช่วยรับมือปัญหาแรงงานลดลงได้อย่างไร ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานใหม่ในอนาคต

 

คนรุ่นใหม่เสี่ยงตกงานมากกว่าเดิมหรือไม่?

 

อีกหนึ่งคำถามที่เกิดขึ้นบนเวทีมาจากผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งแนะนำตัวว่าเป็นผู้ก่อตั้ง AI Safety Thailand ถามว่า ผลกระทบของเอไอต่อการจ้างงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเห็นเพื่อนและคนใกล้ชิดบางส่วนถูกเลิกจ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะสังเกตเห็นว่า คนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยเฉพาะผู้ที่เรียนด้านการเขียนโปรแกรม กำลังเผชิญสถานการณ์แตกต่างจากคนรุ่นก่อน เมื่อเอไอสามารถเข้ามาช่วยทำงานที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพได้มากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน กระบวนการสมัครงานก็เปลี่ยนไป นายจ้างเริ่มใช้เอไออ่านและคัดกรองใบสมัคร ขณะที่ผู้สมัครเองก็ใช้เอไอช่วยสมัครงาน ทำให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาททั้งสองฝั่งของตลาดแรงงาน ขอถามว่า มีแนวทางที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในการปกป้องคนรุ่นใหม่และคนรุ่นต่อไปที่ต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะแม้จะมีความพยายามสร้างชุมชนเพื่อส่งเสริมการวิจัยและความปลอดภัยด้านเอไอ รวมถึงการกำกับดูแลทางเทคนิค แต่ยังมีคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมกับการพูดคุยและกำหนดทิศทางเรื่องเหล่านี้ไม่มากนัก

 

เคียร์ติ ตอบว่า ในการศึกษาของ IMF ได้ตรวจสอบด้วยว่า แรงงานอายุน้อยหรือแรงงานระดับเริ่มต้นได้รับผลกระทบจากเอไอแตกต่างจากแรงงานที่มีประสบการณ์มากกว่าหรือไม่ แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่พบหลักฐานว่าแรงงานอายุน้อยได้รับผลกระทบหนักกว่าอย่างชัดเจน

 

สำหรับอาชีพโปรแกรมเมอร์ ข้อมูลยังพบว่านายจ้างต้องการจ้างคนทำงานในสายอาชีพนี้ แม้ความต้องการโดยรวมจะลดลงในกลุ่มงานที่เอไอสามารถเข้ามาช่วยได้มาก แต่ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นสำหรับแรงงานที่สามารถใช้เอไอได้

 

เคียร์ติ ยังกล่าวถึงความสำคัญของการรับฟังประสบการณ์จากคนทำงานจริง เพราะการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีลักษณะนี้ช่วยให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากข้อมูลการศึกษาระดับใหญ่

 

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมอีกรายยังตั้งข้อกังวลว่า การที่นายจ้างให้ความสำคัญกับทักษะเอไอมากขึ้น อาจทำให้ทักษะสำคัญของมนุษย์ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์และการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์เอไอ ถูกมองข้ามหรือไม่ โดยเฉพาะคนเพิ่งสำเร็จการศึกษาที่จำเป็นต้องมีโอกาสทำงานเพื่อเรียนรู้และพัฒนาทักษะจากประสบการณ์จริง

 

เคียร์ติ อธิบายถึงทักษะเอไอ 3 กลุ่มที่นายจ้างกำลังต้องการ ได้แก่ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเอไอ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และความสามารถในการเชื่อมเอไอเข้ากับความรู้ภายในองค์กร แต่ไม่ได้ให้ข้อสรุปโดยตรงว่าความต้องการทักษะเอไอจะส่งผลต่อการพัฒนาทักษะอื่นของมนุษย์ในระยะยาวอย่างไร

 

ถ้าเอไอฉลาดกว่ามนุษย์มากขึ้น ตลาดแรงงานจะยังปลอดภัยอยู่หรือไม่?

 

ช่วงท้ายของการประชุม นักศึกษาปริญญาโทด้านการกำกับดูแลโลกและนโยบายจาก Middlebury Institute ตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่เอไอ อาจพัฒนาไปสู่ระดับ Superintelligence หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์อย่างมาก

 

นักศึกษารายนี้ ระบุว่า แม้ผลการศึกษาของ IMF จะสะท้อนภาพตลาดแรงงานที่ยังไม่เลวร้ายมากนัก แต่ในฐานะคนที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา เขาไม่ได้รู้สึกมั่นใจเกี่ยวกับอนาคตการทำงานในระดับเดียวกัน

 

เขาตั้งคำถามว่า ตัวเลขความต้องการจ้างงานที่ลดลงประมาณ 10% เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ความสามารถของเอไอในปัจจุบัน แต่หากเทคโนโลยีพัฒนาไปถึงระดับที่มีความสามารถสูงกว่ามนุษย์มาก ผลกระทบอาจรุนแรงจนเกิดการทดแทนแรงงานในวงกว้างกว่าที่ข้อมูลในวันนี้สะท้อนหรือไม่

 

เคียร์ติ ตอบว่า โลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเอไอ และมีความเป็นไปได้ทั้งกรณีที่เทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่าหรือช้ากว่าที่คาดการณ์ ในกรณีที่เอไอพัฒนาช้าลง ปัจจัยสำคัญอาจมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงจากการใช้งานเทคโนโลยี รวมถึงความเป็นไปได้ที่ผู้ใช้ในปัจจุบันยังไม่ได้จ่ายค่าบริการเต็มตามต้นทุนที่แท้จริงของโมเดลเอไอ หากข้อจำกัดด้านต้นทุนเริ่มส่งผลต่อการใช้งานและการขยายตัวของเทคโนโลยี ตลาดแรงงานก็อาจมีเวลาปรับตัวมากขึ้น แต่หากเอไอพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีความสามารถเพิ่มขึ้นมากกว่าปัจจุบัน ก็อาจทำให้เกิดคำถามทางเศรษฐกิจและสังคมที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย

 

หนึ่งในคำถามคือ ควรมีการกำหนดทิศทางการพัฒนาเอไอให้เป็นมิตรต่อแรงงานมนุษย์มากขึ้นหรือไม่ และหากเทคโนโลยีสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สังคมควรกลับมาทบทวนแนวคิดพื้นฐานที่ว่าคนส่วนใหญ่ต้องทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพหรือไม่

 

เคียร์ติ ย้ำว่า ผลการศึกษาในปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นที่เอไอกำลังทำให้มนุษย์หมดความจำเป็นในตลาดแรงงาน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบในอนาคตอาจมากกว่าสิ่งที่กำลังเห็นอยู่ในวันนี้

“สิ่งที่ผมอยากฝากไว้คือ เรายังคงต้องการมนุษย์สำหรับงานที่ต้องใช้ความรู้ แม้เอไอจะมีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งที่เราต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ คือคนที่รู้ว่าจะใช้เอไออย่างไร” เคียร์ติ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด