เมื่อ COVID มาเยือน: ปัญหาปากท้องก็ถูกเปิดโปง
ช่วงที่ค่าครองชีพปรับตัวรุนแรงจากการระบาดของ COVID-19 คือช่วงเวลาที่โครงสร้างรายได้ของแรงงานไทยถูกทดสอบอย่างแท้จริง
แม้ค่าจ้างขั้นต่ำจะถูกปรับขึ้น แต่ก็ไม่อาจต้านแรงกดดันด้านราคาได้ทัน
สะท้อนว่า แรงงานระดับค่าจ้างขั้นต่ำไม่มี ‘กันชน’ ทางเศรษฐกิจ รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่อาจรองรับค่าใช้จ่ายหลายด้านที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน
ปัญหาเรื่องความเป็นอยู่จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องปากท้อง แต่กลับดึงหนี้ครัวเรือนให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างความเปราะบางในระยะยาว
เศรษฐกิจรากหญ้า: ปัญหาที่ใหญ่กว่าค่าแรง
ข้อมูลค่าจ้างขั้นต่ำตลอดสิบปีสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของเศรษฐกิจรากหญ้าไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบรายได้ ที่ทำให้แรงงาน
- มีรายได้ในรูปตัวเงินเพิ่มขึ้นช้า: เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.7% ต่อปี
- ถูกกลืนด้วยค่าครองชีพ: รายได้แท้จริงเพิ่มขึ้นต่ำกว่า 1%
- และไม่มีช่องทางยกระดับชีวิตอย่างยั่งยืน
แรงงานจำนวนมากจึงดำรงชีวิตในลักษณะ ‘พออยู่ได้ แต่ไปต่อยาก’ ค่าแรงขั้นต่ำช่วยประคับประคองปัจจุบัน แต่ไม่ได้สร้างความมั่นคงในอนาคตได้อย่างแท้จริง
ค่าจ้างขั้นต่ำไทยควรปรับตัวไปทางไหน
ประเด็นในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ควรขึ้นค่าแรงหรือไม่’ แต่คือ ควรขึ้นอย่างไร และเพื่ออะไร
ข้อมูลในรอบสิบปีชี้ให้เห็นว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำควร
- คำนึงถึงค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงจริง
- สอดคล้องกับความแตกต่างของพื้นที่
- และไม่ปล่อยให้ค่าจ้างตามตัวเลขเพิ่มขึ้น โดยที่กำลังซื้อแท้จริงแทบไม่ขยับ
นโยบายค่าจ้างในอนาคตอาจต้องมองค่าจ้างขั้นต่ำในฐานะ เครื่องมือสร้างเสถียรภาพชีวิตแรงงาน มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และต้องเชื่อมกับการยกระดับผลิตภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน ไม่เช่นนั้นจะเป็นเพียงแค่การประคับประคองสถานการณ์เดิมวนซ้ำไปเรื่อย ๆ
ข้อสรุป
สิบปีของค่าจ้างขั้นต่ำไทยบอกเราว่า การขยับตัวเลขเพียงอย่างเดียว ยังไม่พอจะแก้ปัญหาปากท้องของแรงงานได้จริง แต่ทำได้เพียงประคับประคองแรงงานมากกว่ายกระดับแรงงานเพื่อสร้างอนาคตค่าจ้างขั้นต่ำจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงอัตราทางกฎหมาย แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบใหญ่ ว่าประเทศไทยจะสร้างเศรษฐกิจรากหญ้าที่มั่นคง เป็นธรรม และเดินไปข้างหน้าได้อย่างไรในระยะยาว