ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงปี 2568-2569 กำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ โดย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ ประเมินว่าตลาดยังอยู่ในช่วง "ปรับฐาน" (Correction Phase) อย่างชัดเจน และแนวโน้มการฟื้นตัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าภาวะชะลอตัวจะยืดเยื้ออีก 2-3 ปี เนื่องจากยอดขายในปัจจุบันยังห่างไกลจากระดับก่อนโควิด (ปี 2562) ที่เคยสูงถึง 120,000 ยูนิตต่อปีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
สถิติที่น่าตกใจคือยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 3 แสนหน่วย ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี และลดลงจากระดับปกติที่เคยอยู่ปีละประมาณ 4 แสนหน่วย ขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงอย่างมีนัยสำคัญกว่า 33% หรือหายไปราว 20,000 หน่วยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เจาะเซกเมนต์ "บ้านเดี่ยวหรู-คอนโด" สัญญาณเตือนอุปทานล้นตลาด
ข้อมูลเจาะลึกรายเซกเมนต์ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ "บ้านเดี่ยวราคาสูง 25-50 ล้านบาท" ที่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวมากเกินไป จนปัจจุบันมียูนิตเหลือขายสะสมสูงถึง 3,000 หน่วย ซึ่งหากดูจากอัตราการดูดซับในปัจจุบัน อาจต้องใช้เวลานานถึง 5-6 ปีในการระบายสต็อกเหล่านี้ นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจที่ลามสู่ภาคส่งออกและธุรกิจอุตสาหกรรม ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอีกด้วย
ในส่วนของ "คอนโดมิเนียม" พบว่ามียอดขายหดตัวแรงที่สุดถึง 28% สะท้อนถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อรายได้และอำนาจซื้อของผู้บริโภคระดับกลาง-ล่างอย่างรุนแรง ขณะที่กลุ่ม "ทาวน์เฮ้าส์ราคา 2-5 ล้านบาท" ยังคงเป็นกลุ่มที่มีสต็อกคงค้างหนาแน่นที่สุดถึง 115,000 หน่วย หรือคิดเป็น 57% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิด "สงครามราคา" (Price War) ในอนาคตอันใกล้