svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

พาณิชย์ถกผู้แทนองค์กรภาคเอกชนอินเดียดัน SDG Together

08 ม.ค. 2569

พาณิชย์ถกผู้แทนองค์กรภาคเอกชนอินเดียดัน SDG Together เชื่อมไทย - อินเดียผ่านห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เติมเต็ม “จิ๊กซอว์” ทางเศรษฐกิจ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทย–อินเดีย ณ โรงแรม St. Regis เมืองมุมไบ ว่า การพบกันในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “อนาคตของคนรุ่นถัดไป” โดยมุ่งผลักดันให้ความตกลงการยอมรับร่วมด้านมาตรฐานสินค้าฉลากเขียว (Mutual Recognition Agreement: MRA) เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานสีเขียวอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อินเดียถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จากจำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางกว่า 800–900 ล้านคน ในปี 2035 จากปัจจุบันที่มีกว่า 500 ล้านคน ซึ่งเอื้อต่อการสร้างขนาดตลาด (scale) ในการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าสีเขียว และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการขยายตลาดในภูมิภาคและตลาดโลกได้ร่วมกัน

พาณิชย์ถกผู้แทนองค์กรภาคเอกชนอินเดียดัน SDG Together

นางศุภจีกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินเดียจะยั่งยืนได้ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน และการเติมเต็มซึ่งกันและกันในฐานะ “จิ๊กซอว์” ทางเศรษฐกิจ โดยอินเดียมีความแข็งแกร่งในหลายมิติ ขณะที่ไทยพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและเสริมศักยภาพให้อินเดียเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อไป โดยเฉพาะการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก

“แม้ไทยจะมีขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากรเล็กกว่าอินเดีย แต่ไทยมุ่งหวังที่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานของอินเดีย ไม่ใช่มองความร่วมมือเพียงการค้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อรองรับการเติบโตและการส่งต่อไปยังตลาดอื่นของโลก” นางศุภจีกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า จากการหารือกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินเดีย พบว่าสินค้าวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบางประเภทของอินเดียยังมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า อาทิ วัสดุจากยางพารา ไม้ กระดาษ กระจก รวมถึงสารเคมีประเภทกาวและสี ซึ่งเป็นโอกาสของสินค้าไทยที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและได้รับการรับรองฉลากเขียว

พาณิชย์ถกผู้แทนองค์กรภาคเอกชนอินเดียดัน SDG Together

นางศุภจีกล่าวว่า ประเด็นด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม และไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ การขับเคลื่อนความร่วมมือด้าน “สีเขียว” จึงเป็นจุดโฟกัสสำคัญ เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากร ความพยายาม และการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

ภายในการประชุมครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้นำภาคเอกชนไทยจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TBCSD) เข้าหารือร่วมกับ Confederation of Real Estate Developers’ Associations of India (CREDAI) และสมาพันธ์อุตสาหกรรมแห่งอินเดีย (Confederation of Indian Industry: CII) เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านมาตรฐานสินค้าฉลากเขียวและการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน

พาณิชย์ถกผู้แทนองค์กรภาคเอกชนอินเดียดัน SDG Together

โดยภายในงานมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และ Mr. Anand Muthukrishnan Deputy Executive Director of CII - Indian Green Building Council (IGBC) Mr. Keval Valambhia Chief Operating Officer of Maharashtra Chamber of Housing Industry (CREDAI-MCHI) และ Mr. K S Venkatagiri (TBC) Executive Director of CII’s Green Business Centre ร่วมด้วย

พาณิชย์ถกผู้แทนองค์กรภาคเอกชนอินเดียดัน SDG Together

และมีการลงนามความตกลงการยอมรับร่วม (Mutual Recognition Agreement: MRA) ระหว่าง Confederation of Indian Industry’s Sohrabji Godrej Green Business Centre (CII–GBC) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute: TEI) โดยมี Mr. K. S. Venkatagiri Executive Director of CII–GBC และ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นผู้ลงนาม

ซึ่งความตกลงดังกล่าวเป็นการต่อยอด MRA ที่เคยลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อยอมรับมาตรฐานการตรวจรับรองสินค้าฉลากเขียวระหว่างกัน ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ลดการทดสอบซ้ำ เพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อ และเปิดโอกาสให้สินค้าฉลากเขียวของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดอินเดียและถูกนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างและอาคารเขียวได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับตลาดทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ