ปฏิรูปการคลังเข้ม จะลดเสี่ยงเครดิตเรตติงได้มากแค่ไหน
04 ม.ค. 2569
แผนการคลังระยะปานกลางใหม่วางกรอบปฏิรูปการคลังเข้ม จะลดความเสี่ยงเครดิตเรตติงได้มากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับผลปฏิบัติจริง
Business
04 ม.ค. 2569
แผนการคลังระยะปานกลางใหม่วางกรอบปฏิรูปการคลังเข้ม จะลดความเสี่ยงเครดิตเรตติงได้มากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับผลปฏิบัติจริง
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ หรือ SCB EIC ระบุว่า เสถียรภาพการคลังของไทยมีทิศทางแย่ลงรวดเร็วหลังวิกฤตโควิด จากเดิมที่เป็นจุดแข็งของประเทศกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก Moody’s และ Fitch ได้ปรับแนวโน้มมุมมองประเทศเป็นลบ (Negative) และอาจนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในอนาคต หากไม่เร่งปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อต้นทุนการกู้ยืมในระบบการเงิน และอาจกระทบต่อความน่าลงทุนของเศรษฐกิจไทยได้
แผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ (ครม. อนุมัติ 18 พ.ย. 2025) สะท้อนความเข้าใจและความตั้งใจในการจัดการต่อสัญญาณเตือนนี้ โดยรัฐบาลพยายามออกแบบแผนปฏิรูปการคลังให้ชัดเจนขึ้น เพื่อปรับสมดุลการคลัง (Fiscal consolidation) ควบคุมไม่ให้หนี้สาธารณะเกินเพดาน 70% ของ GDP และมีแนวโน้มปรับลดลงได้ภายในปี 2030
ในแผนฯ นี้รัฐบาลระบุแนวทางปฏิรูปการคลังไว้อย่างโปร่งใสมากขึ้น เช่น 1) เพิ่มรายได้ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้และขยายฐานภาษี 2) ลดรายจ่าย โดยหาแหล่งเงินอื่นสำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ เช่น ลงทุนร่วมภาครัฐภาคเอกชน (Public-Private Partnership : PPP) และ 3) เพิ่มวินัยการคลัง โดยลดขนาดงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินฯ และเข้มงวดนโยบายกึ่งการคลัง
อย่างไรก็ดี SCB EIC มีความกังวลต่อการนำแผนฯ ไปปฏิบัติจริง หากพิจารณาบนสมมติฐานที่แตกต่าง คือ 1) แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ใช้ในแผนฯ และ 2) การปฏิรูปการคลังตามแผนฯ ที่ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 2.1% ต่อ GDP ให้ได้ในปี 2030 นั้น มีความท้าทายสูงด้วยข้อจำกัดทางการเมืองและสังคม ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และหลักฐานเชิงประจักษ์ในอดีต ซึ่งทำให้ยังมีโอกาสสูงพอสมควรที่หนี้สาธารณะอาจมีแนวโน้มสูงขึ้นเกินเพดาน 70% ของ GDP ในช่วงข้างหน้า
ในทางปฏิบัติ SCB EIC มองว่าการที่รัฐบาลจะสามารถทยอยลดการขาดดุลงบประมาณจากปัจจุบันที่สูงกว่า 4% ให้เหลือ 2.1% ของ GDP ภายในระยะ 5 ปีเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก จึงอาจต้องเตรียมแผนขยับเพดานหนี้ 70% ชั่วคราวไว้ และสื่อสารรักษาคำมั่นจะควบคุมให้หนี้สาธารณะปรับลดลงต่ำกว่าเพดานนี้ให้ได้ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน
SCB EIC ประเมินว่าการที่ภาครัฐพยายามผลักดันแผนปฏิรูปการคลังจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงเครดิตเรตติงและสร้างเสถียรภาพการคลังระยะยาว แต่จะเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินการให้แผนการคลังฯ เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์การเมืองที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยจากการถอดบทเรียนในต่างประเทศ SCB EIC มองว่า 3 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้แผนปฏิรูปการคลังสำเร็จได้ คือ 1) มีความมุ่งมั่นทางการเมือง 2) วัดผลความคืบหน้าและสื่อสารโปร่งใส และ 3) ผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไป
SCB EIC สนับสนุนความตั้งใจในการฟื้นฟูเสถียรภาพการคลังในระยะปานกลาง และความพยายามสื่อสารถึงแนวทางการปฏิรูปการคลังเข้มงวดที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาวและลดความเสี่ยงการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลงได้ ทั้งนี้ความสำเร็จของการปฏิรูปการคลังจะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติให้เห็นผลได้จริง (Make it credible) ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของนโยบายปฏิรูปจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยที่ค่อนข้างสูง
