ขณะที่ โครงสร้างการถือหุ้นในดุสิตธานี ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยชนินทธ์ ถือหุ้นอยู่ที่ 5.26 แสนหุ้น สัดส่วน 0.0618% ส่วน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ถือหุ้น 422 ล้านหุ้น สัดส่วน 49.7436% รวมเป็น 49.8055%
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเกิดปมขัดแย้งระหว่างทายาทของ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ระหว่าง 2 ฝั่ง คือ ฝั่งของนายชนินทธ์ โทณวณิก ทายาทคนโต และ 2 น้องสาว คือ นางสินี เธียรประสิทธิ์ (ลูกสาวคนโต) และ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค (ลูกสาวคนเล็ก)
เมื่อ 2 น้องสาวนายชนินทธิ์ ได้รวมตัวถอดถอน “ชนินทธ์ โทณวณิก” ออกจากกรรมการ“บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด” ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 และพยายาม บีบให้นายชนินทธ์ พ้นอำนาจในบริษัทดุสิตธานี
โดยโครงสร้างของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในช่วงนั้น ถือหุ้นใหญ่ในดุสิตธานี 49.47% รวม 422 ล้านหุ้น เมื่อ 2 น้องสาว ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด มีเสียงรวมกันสูงกว่านายชนินทธ์ โดยกลุ่มของนายชนินทธ์ ถือหุ้น 25.4% กลุ่มนางสินี ถือหุ้น 26.57% กลุ่มนางสุนงค์ ถือหุ้น 21.62% และท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย (กองมรดก) ถือหุ้น 24.99%
ขณะที่บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ในบมจ.ดุสิตธานี อยู่ที่ 17.09% ก็เป็นที่น่าจับตาดูถึงสายสัมพันธ์ที่ดีกับ 2 น้องสาว รวมถึงความพยายามส่งตัวแทนมานั่งเป็นบอร์ดดุสิตธานี
การที่ 2 นางสาวนายชนินทธ์ สั่งให้ดุสิตธานีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่มีวาระถอดถอน 'ชนินทธ์ โทณวณิก' ออกจากกรรมการบมจ.ดุสิตธานี แม้จะมีผู้ถือหุ้นเห็นด้วยให้ถอดถอน 42 ราย (รวมถึงบริษัทชนัตถ์และลูก) คิดเป็น 79.61% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ตาม
แต่ก็ไม่สามารถโค่นนายชนินทธ์ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก พ้นบอร์ดดุสิตธานีนี้ เหมือนตอนที่ 2 น้องสาวของนายชนินทธ์ รวมเสียงโหวตนายชนินทธ์ ออกจากกรรมการบริษัทชนัตถ์และลูก เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ได้สำเร็จ
ที่เป็นเช่นนี้เพราะตามพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด กำหนดให้การ “ถอดถอนกรรมการ” ต้องใช้เสียง ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและมีสิทธิออกเสียง ซึ่งการประชุมผู้ถือหุ้นในวันดังกล่าว มีจำนวนรายของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมที่ไม่เห็นด้วยกับการถอดถอนนายชนินทธ์ สูงถึง 420 ราย คิดเป็น 89.9565% ของจำนวนผู้เข้าประชุมทั้งหมด ทำให้มติดังกล่าวไม่ได้รับการอนุมัติ รวมถึงการเพิ่มจำนวนกรรมการ การแต่งตั้งกรรมการใหม่ และการเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ ที่ยังไม่ทันได้มีการโหวต
อีกทั้งที่ผ่านมา มีผู้ถือหุ้นรายย่อยยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ถึงการกระทำที่อาจเข้าข่ายร่วมกับบุคคลอื่นเพื่อครอบงำกิจการของบริษัทฯ โดยไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของกิจการ และอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำการรวมธุรกิจอันอาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือการเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
ทำให้ดุสิตธานีเลื่อนการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น โดยจะจัดการประชุมอีกครั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากยังมีประเด็นที่ต้องใช้ความระมัดระวังและพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนั้น เพื่อความโปร่งใสและเพื่อให้การพิจารณาวาระการประชุมเป็นไปอย่างรอบคอบ รวมถึงเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน จึงต้องการรอการพิจารณาของ 2 หน่วยงานที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยร้องเรียนก่อน
กระทั่งล่าสุดนายชนินทธ์สามารถเจรจาซื้อหุ้นบางส่วนจากนางสุนงค์ได้สำเร็จส่งผลให้ นายชนินทธ์ ถือหุ้นในบริษัทชนัตถ์และลูกเพิ่มเป็น 41.36% จึงถือว่าเป็นการยุติศึกสายเลือดก่อนหน้านี้ เพราะนายชนินทธ์ จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทชนัตถ์และลูก และที่ผ่านหุ้นของบริษัทชนัตถ์และลูก ท่านผู้หญิงชนัตถ์ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามขายให้คนนอก
"ดุสิตธานี" ก่อตั้งโดย ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมโรงแรมไทยสู่เวทีโลก และได้รับการยกย่องว่าเป็น "ตำนานผู้สร้าง" ของธุรกิจบริการไทย แต่หลังการจากไปของผู้ก่อตั้ง การส่งต่ออำนาจและทรัพย์สินกลับกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง เมื่อทายาทหลายสายมีมุมมองแตกต่างกันต่อการบริหารและอนาคตขององค์กร
ภาพและข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ