ทั้งนี้ หากบอกว่าชินวัตรรุ่นที่ 4 อย่างทักษิณ คือ คนที่ทำให้เป็นตระกูลอภิมหาเศรษฐี แต่ถ้าย้อนกลับไปดูจะพบว่าคนรุ่นที่ 3 นำโดย 'เลิศ ชินวัตร' (บิดาของทักษิณ) ต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นและผู้นำทางความคิด นำมาซึ่งปรัชญา 'คิดใหม่ ทำใหม่' จนกลายเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้ครอบครัวชินวัตรมีความแข็งแกร่งในทางเศรษฐกิจมาถึงทุกวันนี้
เหตุผลที่ต้องบอกว่า 'เลิศ ชินวัตร' เป็นคนคิดใหม่ทำใหม่นั้น เนื่องจากภายหลังแต่งงานกับ 'ยินดี ระมิงวงศ์' (มารดาของทักษิณ) และเริ่มมีบุตร ปรากฏว่าได้ตัดสินใจออกมาจากกงสีของครอบครัว เพื่อมาบุกเบิกธุรกิจของตัวเอง ทำให้จากที่เคยเป็นผู้บริหารธุรกิจหลายประเภทของตระกูล ต้องมาเริ่มต้นสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเองในฐานะพ่อค้าร้านขายกาแฟที่เชียงใหม่ ส่วนคู่ชีวิตกลายเป็นแม่ค้าเข็นผ้าขายในตลาดสันกำแพง ซึ่งร้านกาแฟที่เป็นห้องแถวไม้แห่งนี้เอง คือ บ้านหลังแรกของเด็กชายทักษิณ ชินวัตร
‘เลิศ ชินวัตร’ สมัยวัยหนุ่มเริ่มแสดงความเป็นคนหัวก้าวหน้าให้คนทั่วไปได้เห็น เช่น การลงทุนซื้อเครื่องปั่นมะพร้าวจากกรุงเทพ มาทำมะพร้าวบดขายเป็นคนแรกของอำเภอสันกำแพง การนำเครื่องแช่เย็นมาดัดแปลงเพื่อขายโอเลี้ยงและแช่ขนุนเพื่อทำหวานเย็นขายให้คนในสันกำแพง ซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่คนอำเภอสันกำแพงในเวลานั้นที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ทุกบ้านเหมือนในปัจจุบัน
จากธุรกิจร้านกาแฟเล็กๆ ก็ไปสู่กิจการสวนส้มเขียวหวาน ซึ่งเป็นการสวนเทรนด์ธุรกิจทางการเกษตรของเชียงใหม่ในเวลานั้นที่จะเน้นการปลูกข้าวเจ้า ข้าวเหนียว หรือสวนผัก แค่นั้นยังไม่พอตระกูลชินวัตรยังได้ร่วมกับตระกูลพรหมชนะในการเป็นตัวแทนของธนาคารนครหลวงไทย สาขาเชียงใหม่อีกด้วย แต่อย่างที่ได้อธิบายไปในข้างต้นว่าวิวัฒนาการของธุรกิจครอบครัวชินวัตรล้อไปตามความเจริญที่เข้ามาเชียงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการต่อสู้กับแนวความคิดคอมมิวนิสต์ ซึ่งรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เวลานั้น พยายามใช้กลไกในการพัฒนาด้านต่างๆ ลงไปในพื้นที่ เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้คอมมิวนิสต์เข้ามาแทรกซึม ทำให้เชียงใหม่ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ถนนหลายเส้นทางถูกตัดขึ้น เกิดเป็นระบบทางหลวงเชื่อมโยงจังหวัดและภูมิภาคเข้าด้วยกัน รวมไปถึงการสร้างเขื่อนภูมิพลเพื่อผลิตไฟฟ้าและบริหารจัดการระบบชลประทาน จากสถานการณ์นี้เองที่กลายเป็นโอกาสของการสร้างธุรกิจอื่นๆ ของครอบครัว เช่น ธุรกิจการเดินรถเมล์ในจังหวัดเชียงใหม่ ธุรกิจบันเทิงอย่างโรงภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า ‘ศรีวิศาล’ และ ‘ชินทัศนีย์’ ที่แหวกแนวด้วยการนำภาพยนตร์จากต่างประเทศมาฉาย หรือการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์หรูจากต่างประเทศยี่ห้อ BMW รวมถึงกิจการปั๊มน้ำมัน ซึ่งธุรกิจทั้งหมดล้วนรองรับกับการเจริญเติบโตของเชียงใหม่
แต่อาณาจักรธุรกิจครอบครัวชินวัตรที่เชียงใหม่ก็มาถึงช่วงขาลงจนหลายกิจการต้องปิดตัวลง ขณะที่ทายาทหลายคนก็ออกไปบุกเบิกธุรกิจที่อื่นนอกเชียงใหม่ เช่น ธุรกิจผ้าไหมที่พัทยาและภูเก็ต ก่อนที่จะมาประสบความสำเร็จสูงสุดในธุรกิจโทรคมนาคมที่ทำให้ ‘ชินวัตร’ กลายเป็นตระกูลหนึ่งที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในประเทศไทย
ในตอนหนึ่งของหนังสือ ‘ตาดูดาว เท้าติดดิน’ จะพบว่า ‘ทักษิณ’ เคยวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้อาณาจักรธุรกิจที่เชียงใหม่ประสบปัญหาว่า “การทำธุรกิจในแบบของพ่อมีช่องโหว่มากเกินไป พ่อวิ่งไปข้างหน้าแต่ลืมระวังข้างหลัง ไม่ทันคิดสร้างทายาทมารับช่วงต่อ ไม่มีคนคอยดูแลรายละเอียดในสิ่งที่พ่อบุกไว้ และวิ่งเร็วเกินไปจนไม่มีใครฉุดอยู่ เหมือนรถไฟที่เครื่องแรงเกิน พอไปถึงโค้งรั้งไว้ไม่ไหว มันก็ตกรางเอา แม่เองก็เอาพ่อไม่อยู่ แม่เป็นแม่บ้านมากกว่านักธุรกิจ ลำพังเลี้ยงลูก 9 คนก็เหนื่อยโขอยู่แล้ว ตอนนั้นพี่เยาวลักษณ์เรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย น้องผมอีก 7 คน ล้วนยังเล็ก”
“แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมสรุปได้อย่างมั่นใจว่ามรดกจากพ่อที่ปรากฏในตัวผมชัดเจนที่สุดนั้นคือแพตเทิร์นการทำธุรกิจ หรือสไตล์กล้าเสี่ยงกล้าลอง ชอบของใหม่ทันสมัย และการทำงานด้วยจินตนาการ เพียงแต่ผมโชคดีกว่าตรงที่มีโอกาสเรียนสูง และมีกองหลังหรือภรรยาช่วยเก็บรายละเอียดให้ได้เท่านั้นเอง”
เส้นทางการก่อร่างสร้างตัวของครอบครัวชินวัตรกว่า 100 ปีจากจันทบุรี มาสู่เชียงใหม่ จนมาถึงการก้าวขึ้นมาเป็นอภิมหาเศรษฐี ล้วนมาจากปรัชญา ‘คิดใหม่ ทำใหม่’ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งไม่ใช่ปรัชญาเฉพาะการทำธุรกิจเท่านั้น แต่ดีเอ็นเอนี้ยังส่งต่อไปถึงงานการเมืองผ่านพรรคเพื่อไทยอีกด้วยอย่างที่เห็นในปัจจุบัน