เมื่อ ริชาร์ด ฮิวจ์ส เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาของลิเวอร์พูลเมื่อปีก่อน หนึ่งในเรื่องเร่งด่วนที่สุดก็คือการจัดการสัญญาของ ซาลาห์, ฟาน ไดจ์ค และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
ในบรรดาทั้งสามคน เทรนต์เป็นกรณีที่แตกต่าง เนื่องจากอายุยังน้อยและกำลังได้รับความสนใจจาก เรอัล มาดริด ที่พยายามดึงตัวเขาในตลาดเดือนมกราคม แม้ไม่สำเร็จ แต่คาดว่าเขาจะย้ายแบบไม่มีค่าตัวไปยังเบร์นาเบวในช่วงซัมเมอร์นี้
ในทางกลับกัน ลิเวอร์พูลกลับเริ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าจะสามารถตกลงกับซาลาห์และฟาน ไดจ์คได้ ทั้งสองคนแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความผูกพันทางอารมณ์กับสโมสร และความต้องการสานต่อบทบาทเพื่อเสริมสร้างตำนานของตนเอง
ผลงานของทั้งคู่ในฤดูกาลนี้คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด
ซาลาห์ ยิงไปแล้ว 32 ประตู และแอสซิสต์อีก 23 ครั้ง มีโอกาสคว้าทั้งรองเท้าทองคำ และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA
ฟาน ไดจ์ค คือกำแพงเหล็กในแนวรับ ผู้นำที่แบกทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยฟอร์มคงเส้นคงวา และบทบาทกัปตันที่ยกระดับมาตรฐานทั้งในและนอกสนาม
ทั้งคู่ยังคงแข็งแรง เล่นได้อย่างสม่ำเสมอ ซาลาห์, ฟาน ไดจ์ค (และ ไรอัน กราเฟนแบร์ก) ต่างลงเป็นตัวจริงครบทุกเกมพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1987-88
งานหนักกว่านี้ถ้าไม่มีทั้งคู่
แน่นอนว่าการที่ ซาลาห์-ฟาน ไดจ์ค ยังอยู่กับทีม ทั้งคู่จะยังเป็นกำลังสำคัญของหงส์แดง หากยังรักษาฟอร์ม ณ ปัจจุบันไว้ได้ แต่เหนือกว่านั้นคือ การรักษาทั้งคู่ไว้ได้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การสร้างทีมใหม่ของลิเวอร์พูลง่ายขึ้นมาก เพราะสโมสรจะสามารถปรับปรุงทีมด้วยความรอบคอบ แทนที่จะต้องรีบหาใครมาแทนสองกำลังหลักพร้อมกัน
แน่นอนว่าลิเวอร์พูลยังจำเป็นต้องปรับทีมบางจุด ถึงแม้ว่า อาร์เน่อ ชล็อต จะได้รับมรดกทีมที่ดีเยี่ยมจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่หนึ่งปีผ่านไปก็ยังมีหลายจุดให้ต้อง “เกลา”
ไม่ใช่แค่เพราะ ชล็อต ไม่เชื่อมั่นในดาร์วิน นูนเญซ หรือฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ แต่เพราะสภาพร่างกายของแอนดี้ โรเบิร์ตสันเริ่มแสดงอาการโรยรา และดิโอโก้ โชต้า และ โจ โกเมซ ก็ยังไม่พ้นปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง
หากต้องเสียเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (และอาจรวมถึง เฟเดริโก้ เคียซ่า ที่มีบทบาทน้อยในฤดูกาลนี้ออกไป) แถมยังไม่มีตัวรับธรรมชาติในทีมเลย ส่งผลให้ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ ลิเวอร์พูลอาจต้องเสริมผู้เล่นถึง 5-6 คน
แม้จะเข้าใจได้ เพราะซัมเมอร์ที่แล้วทีมดึงแค่เคียซ่าเข้ามา แต่ก็ยังถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มากพอสมควรสำหรับทีมที่ฟอร์มดีที่สุดในลีกฤดูกาลนี้
แชมป์ลีกที่ใกล้แค่เอื้อม
ลิเวอร์พูลอาจไม่ได้เล่นหวือหวา แต่ก็เล่นได้เสมอต้นเสมอปลายตลอดฤดูกาล ขณะที่ทีมลุ้นแชมป์อื่นพากันสะดุด มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขาที่ทำให้พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ขาดสีสันในการลุ้นแชมป์ เกมกับเวสต์แฮมก็เป็นตัวอย่างทีดี
แม้เวสต์แฮมจะตีเสมอได้ช่วงท้ายเกม ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่แฟนบอลลิเวอร์พูลเท่าไหร่ เพราะความรู้สึกคือ "แค่เลื่อนการคว้าแชมป์ออกไป" มากกว่าจะกลัวแพ้ และสุดท้าย พวกเขาก็เกือบยิงได้ก่อนประตูชัยของ ฟาน ไดจ์ค เสียอีก ความสามารถในการเร่งเกมฉับพลันคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงใกล้แชมป์เต็มที
แม้ช่วงต้นกุมภาพันธ์ทีมจะเริ่มมีอาการล้า แต่ฝั่งอาร์เซน่อลก็ไม่อาจใช้โอกาสนั้นได้ดีเท่าไหร่ ชนะได้เพียง 2 จาก 7 เกมหลังสุด หลังจากเกมเสมอกับเอฟเวอร์ตันเมื่อสองเดือนก่อน ลิเวอร์พูลกลับเพิ่มช่องว่างของคะแนนมากขึ้นอีก
ตอนนี้พวกเขาต้องการชัยชนะอีกแค่สองเกมเท่านั้น และหากอาร์เซน่อลพลาดท่าแพ้อิปสวิชสุดสัปดาห์หน้า ลิเวอร์พูลอาจคว้าแชมป์ที่เลสเตอร์ได้ในวันอาทิตย์หน้าเลย หรือหากจะให้สมจริงขึ้น พวกเขาน่าจะชูถ้วยในบ้านตัวเองเจอสเปอร์สสิ้นเดือนนี้ (หรืออาจได้แชมป์จากการที่อาร์เซน่อลสะดุดกับพาเลซกลางสัปดาห์ก่อนก็ได้)
ถึงฤดูกาลนี้จะไม่ได้มีบทสรุปแบบสุดโรแมนติก แต่แต้มก็คือแต้ม จะมาในเดือนสิงหาคมหรือพฤษภาคมก็เหมือนกัน ลิเวอร์พูลไม่ได้ผิดอะไรที่ทำให้ทีมอื่นตามไม่ทัน และถ้าได้แชมป์ตั้งแต่ก่อนเดือนพฤษภาคม จะเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งสุด ๆ
...
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะนิ่งเฉยได้ ฟุตบอลไม่เคยหยุดนิ่ง การพัฒนาเป็นสิ่งที่ต้องทำเสมอ
และข่าวดีสำหรับลิเวอร์พูลก็คือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค จะยังอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนานั้น