ผลกระทบที่ตามมากับความวุ่นวายไร้ที่สิ้นสุด
ก่อนเกิดเหตุระเบิด เสถียรภาพของประเทศและรัฐบาลของเลบานอนไม่ได้ดีนัก นับแต่สงครามกลางเมืองที่กินเวลายาวนานถึง 15 ปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตร่วม 120,000 คน และอีกนับล้านต้องพลัดถิ่น ความขัดแย้งทางการเมืองภายในมีสูง และมีข้อสงสัยเรื่องการคอร์รัปชั่น
จนกระทั่งเกิดเหตุระเบิด ประชาชนยิ่งทวีความไม่พอใจ เดินขบวนประท้วงอย่างดุเดือด จนทำให้รัฐบาลต้องลาออกทั้งคณะ เพื่อบรรเทาความไม่พอใจและเปิดทางให้มีการแก้ไขสถานการณ์ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่มีสูงอยู่ก่อนทำให้การตั้งรัฐบาลชุดใหม่เป็นไปอย่างยากลำบาก และไม่สามารถดำเนินการหรือออกนโยบายสำคัญเพื่อขับเคลื่อนประเทศได้
จนในที่สุดวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 รัฐบาลเลบานอนก็มีการเปลี่ยนมืออีกครั้ง มาเป็น “นาจิบ มิคาติ” มหาเศรษฐีพันล้านผู้เคยเป็นนายกฯมาแล้ว 2 สมัย อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ใช่คนที่ประชาชนให้การสนับสนุน
เศรษฐกิจ-จุดตายที่ตอกลิ่มใจกลางรัฐบาล
ด้านเศรษฐกิจคือบาดแผลที่เรื้อรังมานาน สงครามกลางเมืองของเพื่อนบ้านอย่างซีเรีย การแพร่ระบาดของโควิด รวมกับเหตุระเบิดใจกลางเมืองหลวงเบรุต ส่งผลประเทศแทบไม่มีช่องทางฟื้นตัว เศรษฐกิจซบเซาเต็มไปด้วยผู้คนว่างงาน นำไปสู่การประท้วงตั้งแต่ก่อนเกิดการระเบิด สกุลเงินปอนด์เลบานอนลดมูลค่าลงกว่า 90% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ประชาชนขาดสินค้าสำหรับอุปโภค-บริโภคเป็นวงกว้าง ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเสียหายร้ายแรง ธนาคารโลกรายงานว่านี่คือหนึ่งในสามวิกฤตเลวร้ายที่สุดในรอบ 200 ปี เช่นเดียวกับนิวยอร์กไทม์ส ที่ชี้ถึงตัวเลขจีดีพีประเทศหดตัวถึง 40% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา
แม้มีความพยายามในการขอเงินสนับสนุนช่วยฟื้นฟู แต่ปัญหาทุจริตเรื้อรังและการเล่นพรรคเล่นพวกในกลุ่มชนชั้นนำก็ฝังลึกทำให้ประชาคมโลกไม่วางใจ สหรัฐฯถึงกับประกาศกร้าวว่าจะไม่มีการช่วยเหลือจากนานาชาติ ตราบใดที่เลบานอนไม่มีการปฏิรูประบอบการเมืองของประเทศ หรือแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปฏิรูป เพื่อให้เงินช่วยเหลือที่ให้ไปไม่สูญเปล่า
นั่นทำให้ปัญหาวนพันกันไปมาจนแทบไม่มีทางออก