บทเรียนอัยการศึก 6 ชั่วโมงสะเทือนโลก! อดีต ปธน. เกาหลีใต้ ถูกจำคุกตลอดชีวิต
20 ก.พ. 2569
ARTICLE : "บทเรียนจากกฎอัยการศึก 6 ชั่วโมง" : เมื่อผู้นำล้ำเส้นรัฐธรรมนูญ สังคมที่มีวุฒิภาวะควรมีกลไกจัดการอย่างไร?
Nation Story
20 ก.พ. 2569
ARTICLE : "บทเรียนจากกฎอัยการศึก 6 ชั่วโมง" : เมื่อผู้นำล้ำเส้นรัฐธรรมนูญ สังคมที่มีวุฒิภาวะควรมีกลไกจัดการอย่างไร?
ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองเอเชีย การประกาศ "กฎอัยการศึก" มักเป็นเครื่องมือที่ผู้มีอำนาจใช้ควบคุมสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพ (หรืออำนาจของตนเอง) แต่เหตุการณ์สั่นสะเทือนโลกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ในเกาหลีใต้ กลับกลายเป็นภาพสะท้อนที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อศาลเกาหลีใต้สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมืองในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ด้วยคำพิพากษาประวัติศาสตร์ "จำคุกตลอดชีวิต" อดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล ปรากฏการณ์นี้ชวนให้เราตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่าง "อำนาจของผู้นำ" กับ "ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ"
และที่สำคัญกว่านั้นคือ... ระบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีกลไกตอบสนองต่อวิกฤตนี้อย่างไร?
หากมองผ่านมุมมองทางกฎหมาย การกระทำของอดีตผู้นำเกาหลีใต้ถูกตีความอย่างตรงไปตรงมาโดยกระบวนการยุติธรรม
ผู้พิพากษา จี กวี-ยอน ชี้ให้เห็นว่า การใช้กองกำลังทหารเข้าไปยังรัฐสภาเพื่อหวังทำให้การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอัมพาตนั้น ไม่ใช่การรักษาความมั่นคง แต่คือการ "บ่อนทำลายโครงสร้างของรัฐ"
"ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การส่งกองกำลังติดอาวุธไปยังรัฐสภา... และการใช้อุปกรณ์เพื่อพยายามจับกุมตัวบุคคล ถือเป็นการก่อกบฏทั้งสิ้น"
การตัดสินจำคุกตลอดชีวิตสำหรับอดีตประธานาธิบดี และ 30 ปีสำหรับอดีตรัฐมนตรีกลาโหม สะท้อนให้เห็นว่า การใช้เครื่องมือทางทหารมาทำผิดกฎหมาย ย่อมสร้าง "ต้นทุนทางสังคมที่มหาศาล" และผู้กระทำต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์นั้น
คำถามคือ... ในสังคมที่หลักนิติธรรมทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้ออ้างเรื่อง "ความมั่นคง" ของผู้นำยังมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่?
คำพิพากษาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกนี้ เป็นเพียง "การตัดสินของศาลชั้นต้น" เท่านั้น ในมุมมองของฝั่งอนุรักษ์นิยม ยุน ซอก-ยอล ยังคงให้เหตุผลว่า เขามีอำนาจชอบธรรมในฐานะประธานาธิบดีที่จะประกาศกฎอัยการศึก เพื่อจัดการกับฝ่ายค้านที่จ้องขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ทีมทนายความจึงเตรียมเดินหน้าอุทธรณ์ โดยมองว่าคำพิพากษานี้ไม่เป็นธรรม
"คำพิพากษานี้เพิกเฉยต่อหลักการสำคัญทางกฎหมายที่ต้องยึดโยงกับพยานหลักฐานอย่างสิ้นเชิง"
ข้อโต้แย้งนี้บ่งชี้ว่า คดีประวัติศาสตร์นี้จะต้องสู้กันตามสิทธิทางกฎหมาย ลากยาวไปจนถึง "ศาลฎีกา" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จุดนี้เองที่ทำให้เราเห็นกลไกที่สำคัญ เมื่อกระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่เป็น "กันชน" ดึงเอาความขัดแย้งทางการเมืองขั้นรุนแรง ให้เข้ามาสู้กันด้วยพยานหลักฐานในศาล แทนที่จะปล่อยให้ลุกลามไปสู่การใช้กำลังบนท้องถนน การปล่อยให้สู้คดีตามสิทธิไปจนถึงศาลสูงสุด จึงเป็นบททดสอบความยืดหยุ่นและความยุติธรรมของโครงสร้างรัฐอย่างแท้จริง
แม้กฎอัยการศึกครั้งนั้นจะมีอายุขัยเพียง 6 ชั่วโมง แต่บาดแผลและรอยร้าวในสังคมเกาหลีใต้ ยังคงปรากฏชัดเจน ภาพของผู้สนับสนุนที่มาเรียกร้องให้ปล่อยตัวอดีตผู้นำ ตัดสลับกับความเห็นของประชาชนบางส่วนที่มองว่าโทษนี้ยังน้อยเกินไป สะท้อนว่าประชาธิปไตยไม่ได้ปราศจากความขัดแย้ง
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ "วิธีการ" ที่เกาหลีใต้ใช้คลี่คลายวิกฤต ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน อี แจ-มยอง ชี้ให้เห็นถึงพลังของการต่อต้านอย่างสันติวิธีของประชาชน ที่นำไปสู่การเสนอชื่อ "ประชาชนชาวเกาหลีใต้" เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
"สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เพราะนี่คือสาธารณรัฐเกาหลี" ประธานาธิบดีอีระบุ พร้อมแนบรายงานข่าวที่นักวิชาการบางกลุ่มเสนอชื่อ "ประชาชนชาวเกาหลีใต้" เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากวีรกรรมการลุกขึ้นสู้กับเผด็จการทหารด้วยสันติวิธี
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศที่เราอ่านผ่านตา แต่เป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่โชว์ให้เห็นว่า ในสังคมที่มีวุฒิภาวะ ประชาธิปไตยจะปกป้องตัวมันเองได้อย่างไร
ทั้งหมดนี้คือฟันเฟืองที่สอดประสานกันเพื่อยืนยันว่า "อำนาจสูงสุดนั้นเป็นของประชาชน และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้" แม้รอยร้าวและมหากาพย์ในศาลยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่เกาหลีใต้ต้องก้าวข้ามต่อไป
แล้วสังคมของเราล่ะ... ได้เรียนรู้อะไรจากการล่มสลายของกฎอัยการศึก 6 ชั่วโมง และความเข้มแข็งของกลไกเชิงโครงสร้างนี้บ้าง?
