svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

SPORTS : จากกรีนแลนด์ถึงฟุตบอลโลก เมื่อแนวคิด “บอยคอตต์” ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง

24 ม.ค. 2569

แนวคิดเรื่องการใช้กีฬาเป็นพื้นที่ปลอดการเมือง มักถูกยกขึ้นมาเสมอเมื่อมหกรรมระดับโลกอย่างฟุตบอลโลกใกล้เปิดฉาก ทว่าในต้นปี 2026 เส้นแบ่งนั้นเริ่มพร่าเลือนลงอีกครั้ง เมื่อวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติกได้ไหลบ่าจากโต๊ะเจรจาทางการทูต เข้าสู่บทสนทนาเรื่องฟุตบอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต้นตอของแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ คือ กรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับพันธมิตรยุโรปเหนือ หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัดเจนในการผลักดันแนวคิดผนวกกรีนแลนด์เข้ากับสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงและทรัพยากรในอาร์กติก

 

สิ่งที่เริ่มจากการส่งสัญญาณทางนโยบาย ค่อย ๆ ยกระดับเป็นมาตรการกดดัน ทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร ตั้งแต่การขู่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากชาติยุโรป ไปจนถึงการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่ซึ่งเป็นหัวใจของ NATO เอง สถานการณ์ประหลาดเช่นนี้ (ที่ประเทศผู้ก่อตั้ง NATO ถูกคุกคามโดยพันธมิตรในกลุ่ม NATO  ด้วยกัน) ได้บั่นทอนหลักการ “การป้องกันร่วมกัน” ตามมาตรา 5 ลงอย่างรุนแรง

 

[แนวคิดบอยคอตต์ฟุตบอลโลก: เมื่อกีฬาเป็นตัวประกันทางการเมือง]

เมื่อการทูตแบบดั้งเดิมเริ่มถึงทางตัน แนวคิดใหม่จึงถูกหยิบขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือกดดัน และครั้งนี้ มันไม่ใช่มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหรือการเมือง หากแต่เป็นสิ่งที่ทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ “ภาพลักษณ์และความสำเร็จของฟุตบอลโลก 2026” ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพหลัก

.

เสียงแรกที่จุดประกายแนวคิดนี้มาจากเยอรมนี เมื่อ เยอร์เกน ฮาร์ดท์ โฆษกนโยบายต่างประเทศของพรรค CDU เสนอผ่านสื่อว่า การถอนตัวของทีมชาติเยอรมนีควรถูกพิจารณาเป็น “มาตรการสุดท้าย” เพื่อทำให้สหรัฐฯ ตระหนักถึงผลลัพธ์ของการกระทำต่อกรีนแลนด์ เยอรมนีในฐานะแชมป์โลก 4 สมัย และหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของยุโรป ถูกมองว่าหากหายไปจากฟุตบอลโลก ผลกระทบจะไม่ใช่เพียงเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นความเสียหายเชิงโครงสร้างของทัวร์นาเมนต์

ฝั่งสหราชอาณาจักร แนวคิดเดียวกันถูกหยิบยกขึ้นในสภาสามัญชน (House of Commons) โดยสมาชิกสภาจากทั้งพรรคอนุรักษนิยมและลิเบอรัลเดโมแครต เสนอให้ทีมชาติในเครือจักรภพถอนตัวจากการแข่งขัน พร้อมยกเลิกกิจกรรมทางพิธีการที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ เหตุผลที่ถูกกล่าวถึง ไม่ใช่เพียงการประท้วงเชิงนโยบาย แต่เป็นการใช้เวทีฟุตบอลโลกโจมตี “ความภาคภูมิใจ” และ “ภาพลักษณ์ระดับชาติ” ของผู้นำสหรัฐฯ โดยตรง

.

แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะยังอยู่ในระดับการพูดคุยทางการเมือง ไม่ใช่มติอย่างเป็นทางการ แต่เพียงการหยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นมาก็เพียงพอจะทำให้โลกย้อนกลับไปตั้งคำถามเดิม ว่า “ฟุตบอลโลกเคยถูกบอยคอตต์มาก่อนหรือไม่”

.

คำตอบคือ เคย และไม่ใช่เพียงครั้งเดียว

.

 

[ประวัติศาสตร์การบอยคอตต์ในฟุตบอลโลก]

ในฟุตบอลโลกครั้งแรกปี 1930 ที่อุรุกวัย ชาติยุโรปส่วนใหญ่เลือกไม่เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ไม่ใช่เพราะคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยต้นทุน เวลา และความไม่คุ้นชินกับการแข่งขันนอกทวีป ผลที่ตามมาคือฟุตบอลโลกซึ่งแทบไม่มีตัวแทนจากยุโรป และแชมป์อย่างอุรุกวัยต้องเผชิญกับความรู้สึกว่า ความสำเร็จของตนไม่ได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่างแท้จริง สี่ปีถัดมาเมื่ออิตาลีเป็นเจ้าภาพ อุรุกวัยจึงตัดสินใจไม่เข้าร่วมการแข่งขัน การไม่ไปป้องกันแชมป์ครั้งนั้น มักถูกมองว่าเป็นการตอบโต้เชิงศักดิ์ศรี เป็นสัญญาณแรกของการใช้ “การไม่เข้าร่วม” เป็นภาษาทางการเมืองในฟุตบอลโลก แม้จะยังไม่มีใครเรียกมันว่า boycott ก็ตาม

ฟุตบอลโลกปี 1938 ที่ฝรั่งเศส คือจุดที่การเมืองโลกเข้ามาแทรกแซงฟุตบอลอย่างชัดเจน สเปนไม่สามารถส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันได้ เนื่องจากประเทศกำลังอยู่ในสงครามกลางเมือง ขณะที่ออสเตรีย ซึ่งผ่านรอบคัดเลือกแล้ว ถูกลบออกจากการแข่งขัน หลังจากประเทศถูกผนวกเข้ากับเยอรมนีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

 

ในเวลาเดียวกัน ชาติอเมริกาใต้หลายประเทศถอนตัวเพื่อประท้วง ฟีฟ่า จากการตัดสินใจจัดฟุตบอลโลกในยุโรปสองครั้งติดต่อกัน การถอนตัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเหตุผลด้านกีฬา แต่สะท้อนความไม่พอใจต่อโครงสร้างอำนาจของฟุตบอลโลกในยุคนั้น

 

ฟุตบอลโลก 1938 จึงกลายเป็นภาพสะท้อนของโลกที่กำลังแตกแยก ก่อนจะลุกเป็นไฟในสงครามโลกครั้งที่สอง

 

กรณีที่ถูกยกเป็นตัวอย่างของการบอยคอตต์ฟุตบอลโลกอย่างเป็นระบบมากที่สุด เกิดขึ้นในปี 1966 เมื่อชาติแอฟริกาทั้งทวีปถอนตัวจากรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ เหตุผลสำคัญคือการที่ ฟีฟ่า กำหนดโควตาให้ทวีปแอฟริกา เอเชีย และโอเชียเนีย รวมกันมีสิทธิ์เพียงหนึ่งทีมเท่านั้น

 

การตัดสินใจถอนตัวพร้อมกันของชาติแอฟริกา ไม่ใช่การประท้วงเจ้าภาพ แต่เป็นการท้าทายความไม่เท่าเทียมในโครงสร้างฟุตบอลโลกโดยตรง การไม่ลงแข่งครั้งนั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนจนฟีฟ่าต้องทบทวนระบบโควตา และนำไปสู่การเพิ่มที่นั่งให้ทวีปแอฟริกาในฟุตบอลโลกครั้งถัดมาอย่างถาวร

 

นี่คือกรณีที่การบอยคอตต์ไม่ได้จบลงด้วยความว่างเปล่า แต่ส่งผลต่อทิศทางของฟุตบอลโลกในระยะยาว

 

 

[อนาคตของฟุตบอลโลกภายใต้เงาของภูมิรัฐศาสตร์]

แม้ในอดีตจะเคยมีเรื่องแบบนี้ แต่บริบทของปี 2026 แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง กฎระเบียบของฟีฟ่าในปัจจุบันกำหนดบทลงโทษรุนแรงต่อสมาคมที่ถอนตัวโดยไม่มีเหตุสุดวิสัย ตั้งแต่ค่าปรับมหาศาล การปรับแพ้โดยอัตโนมัติ ไปจนถึงการแบนจากทัวร์นาเมนต์ในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงต่อการฟ้องร้องจากผู้ถือลิขสิทธิ์และสปอนเซอร์

 

ด้วยเหตุนี้ แนวคิดบอยคอตต์ฟุตบอลโลก 2026 จึงอาจไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริงเพื่อสร้างผลลัพธ์ เพราะตอนนี้ตัวมันเองได้ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือสื่อสารทางการเมือง” ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือเครื่องมือที่ดึงฟุตบอลโลกออกจากภาพของมหกรรมกีฬา และวางมันลงกลางเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกอีกครั้ง

 

ไม่ว่าบทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร เรื่องราวจากกรีนแลนด์ได้ตอกย้ำข้อเท็จจริงหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกบอกเราเสมอมา ว่า 

 

“เมื่อความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติรุนแรงถึงจุดหนึ่ง…กีฬา (รวมถึงฟุตบอล) ไม่เคยอยู่นอกสมการนั้นเลย”