ฟุตบอลโลกปี 1938 ที่ฝรั่งเศส คือจุดที่การเมืองโลกเข้ามาแทรกแซงฟุตบอลอย่างชัดเจน สเปนไม่สามารถส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันได้ เนื่องจากประเทศกำลังอยู่ในสงครามกลางเมือง ขณะที่ออสเตรีย ซึ่งผ่านรอบคัดเลือกแล้ว ถูกลบออกจากการแข่งขัน หลังจากประเทศถูกผนวกเข้ากับเยอรมนีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ในเวลาเดียวกัน ชาติอเมริกาใต้หลายประเทศถอนตัวเพื่อประท้วง ฟีฟ่า จากการตัดสินใจจัดฟุตบอลโลกในยุโรปสองครั้งติดต่อกัน การถอนตัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเหตุผลด้านกีฬา แต่สะท้อนความไม่พอใจต่อโครงสร้างอำนาจของฟุตบอลโลกในยุคนั้น
ฟุตบอลโลก 1938 จึงกลายเป็นภาพสะท้อนของโลกที่กำลังแตกแยก ก่อนจะลุกเป็นไฟในสงครามโลกครั้งที่สอง
กรณีที่ถูกยกเป็นตัวอย่างของการบอยคอตต์ฟุตบอลโลกอย่างเป็นระบบมากที่สุด เกิดขึ้นในปี 1966 เมื่อชาติแอฟริกาทั้งทวีปถอนตัวจากรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ เหตุผลสำคัญคือการที่ ฟีฟ่า กำหนดโควตาให้ทวีปแอฟริกา เอเชีย และโอเชียเนีย รวมกันมีสิทธิ์เพียงหนึ่งทีมเท่านั้น
การตัดสินใจถอนตัวพร้อมกันของชาติแอฟริกา ไม่ใช่การประท้วงเจ้าภาพ แต่เป็นการท้าทายความไม่เท่าเทียมในโครงสร้างฟุตบอลโลกโดยตรง การไม่ลงแข่งครั้งนั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนจนฟีฟ่าต้องทบทวนระบบโควตา และนำไปสู่การเพิ่มที่นั่งให้ทวีปแอฟริกาในฟุตบอลโลกครั้งถัดมาอย่างถาวร
นี่คือกรณีที่การบอยคอตต์ไม่ได้จบลงด้วยความว่างเปล่า แต่ส่งผลต่อทิศทางของฟุตบอลโลกในระยะยาว
[อนาคตของฟุตบอลโลกภายใต้เงาของภูมิรัฐศาสตร์]
แม้ในอดีตจะเคยมีเรื่องแบบนี้ แต่บริบทของปี 2026 แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง กฎระเบียบของฟีฟ่าในปัจจุบันกำหนดบทลงโทษรุนแรงต่อสมาคมที่ถอนตัวโดยไม่มีเหตุสุดวิสัย ตั้งแต่ค่าปรับมหาศาล การปรับแพ้โดยอัตโนมัติ ไปจนถึงการแบนจากทัวร์นาเมนต์ในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงต่อการฟ้องร้องจากผู้ถือลิขสิทธิ์และสปอนเซอร์
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดบอยคอตต์ฟุตบอลโลก 2026 จึงอาจไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริงเพื่อสร้างผลลัพธ์ เพราะตอนนี้ตัวมันเองได้ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือสื่อสารทางการเมือง” ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือเครื่องมือที่ดึงฟุตบอลโลกออกจากภาพของมหกรรมกีฬา และวางมันลงกลางเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกอีกครั้ง
ไม่ว่าบทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร เรื่องราวจากกรีนแลนด์ได้ตอกย้ำข้อเท็จจริงหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกบอกเราเสมอมา ว่า
“เมื่อความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติรุนแรงถึงจุดหนึ่ง…กีฬา (รวมถึงฟุตบอล) ไม่เคยอยู่นอกสมการนั้นเลย”