ในความเป็นจริง สาเหตุหลักที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่พอใจศาลอาญาโลกมาจาก 2 กรณี คือ การเปิดการสอบสวนการกระทำของทหารสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน และการออกหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามในฉนวนกาซา
รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าศาลอาญาระหว่างประเทศได้กระทำการเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่โดยการดำเนินคดีกับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก อย่างไรก็ตามแม้สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้เป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรม แต่การกระทำผิดของประเทศเหล่านี้ในดินแดนหรือประเทศที่เป็นรัฐภาคีสามารถถูกพิจารณาดำเนินคดีได้ แต่สุดท้ายก็มักไม่ได้รับการยอมรับและยากที่จะนำตัวมาลงโทษในทางปฏิบัติ
ด้านเนทันยาฮูได้รีบออกมาขอบคุณทรัมป์ผ่านทางโซเชียลมีเดียทันที โดยขอบคุณ “ภาวะผู้นำ” ของทรัมป์ และกล่าวหาศาลอาญาระหว่างประเทศว่าเป็นองค์กรทางการเมืองที่คุกคามประชาธิปไตยที่เคารพกฎหมายทั่วโลกอย่างร้ายแรง
🔵[สหรัฐฯ ผู้อยู่เหนือกฎหมาย]
หลังทราบข่าวการคว่ำบาตร ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยประณามการกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็นความพยายามขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและข่มขู่ผู้ที่ทำงานหรือให้ความร่วมมือกับศาล เป็นการโจมตีหลักนิติธรรมและรากฐานของระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลักการพื้นฐานที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย”
ไม่ใช่แค่ศาลเท่านั้น แต่เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตเรส ซึ่งกำลังจะหมดวาระในสิ้นปีนี้ก็กล่าวว่าเขารู้สึกตกใจอย่างยิ่ง และมองว่านี่เป็นความเสียหายร้ายแรงต่อการแสวงหาความยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีต่างประเทศของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ ตั้งแต่อังกฤษ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ แคนาดา และญี่ปุ่น ต่างออกมาประกาศไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการคว่ำบาตร
ขณะที่พิลเลย์ได้ใช้เวทีโนเบลกล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มีความตึงเครียดและความวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของศาลระหว่างประเทศ จากการที่ประเทศหนึ่งได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อผู้พิพากษาเพียงเพราะคำสั่งศาลของพวกเขา นี่ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและไม่สามารถยอมรับได้ ส่วนคณะกรรมการโนเบลได้ย้ำว่าการมอบรางวัลครั้งนี้คือการแสดงให้เห็นว่า หลักนิติธรรมทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี เพราะสันติภาพต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม
จากปฏิกิริยาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าองค์กรระหว่างประเทศหรือนานาชาติจะออกมาคัดค้านอย่างไร แต่สหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ 2.0 ไม่สนใจเสียงทัดทานใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่น่าคิดต่อไปก็คือ ในเมื่อมหาอำนาจยังทำตัวเหนือกฎหมายได้ขนาดนี้ ในอนาคตจึงอาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากจะมีประเทศอื่นๆ เริ่มเลียนแบบสหรัฐฯ และอิสราเอลบ้าง
สุดท้ายต่อให้ทรัมป์จะอ้างผลงานจบสงครามได้กี่ครั้งก็ตาม แต่หากยังมีมาตรการบั่นทอนระเบียบโลกแบบนี้ มั่นใจได้เลยว่า รางวัลโนเบลคงไม่มีวันตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน และเราก็คงจะได้ยินวาทกรรมของทรัมป์เกี่ยวกับโนเบลไปจนหมดวาระการเป็นประธานาธิบดีครับ