เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : ชวดโนเบล! “ทรัมป์” คว่ำบาตร “ศาลอาญาโลก”

11 ต.ค. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : ชวดโนเบล! “ทรัมป์” คว่ำบาตร “ศาลอาญาโลก”

“นี่เป็นเรื่องที่น่าอับอาย คณะกรรมการโนเบลได้สร้างมลทินที่ลบไม่ออกไว้บนประเทศนอร์เวย์ พวกเขามอบรางวัลให้กับใครก็ไม่รู้ ทั้งที่ผมช่วยจบสงครามไปถึง 8 ครั้ง แถมกำลังจะช่วยจบอีก 2 คือสงครามอิหร่านและยูเครน รางวัลโนเบลสูญเสียความน่าเชื่อถือไปแล้วตลอดกาล เพราะคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีแนวคิดสุดโต่ง ต่อต้านประชาธิปไตย และเป็นศัตรูต่ออารยธรรม”

นี่คือปฏิกิริยาอันดุเดือดเลือดพล่านระหว่างการปราศรัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังทราบการประกาศผลรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งปรากฎว่าผู้ชนะในปีนี้คือ “นาวี พิลเลย์” ชาวแอฟริกาใต้วัย 85 ปี อดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และอดีตผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC

 

🔵[โนเบลหักหน้า “ทรัมป์”]

 แม้จะมีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้ แต่นี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกที่จะประกาศคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการประกาศรางวัลโนเบล ซึ่งผู้ชนะปีนี้เคยนั่งเป็นผู้พิพากษามาก่อน โดยพิลเลย์เคยนั่งบัลลังก์ในคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะคดีในรวันดา

 

นอกจากนี้พิลเลย์ยังเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนอิสระระหว่างประเทศของสหประชาชาติเกี่ยวกับดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ซึ่งได้ข้อสรุปเมื่อปีที่แล้วว่าอิสราเอลต้องรับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา ขณะที่ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีที่เมียนมาถูกกล่าวหาว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาด้วย

การที่คณะกรรมการโนเบลตัดสินใจมอบรางวัลให้กับพิลเลย์จึงไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าทรัมป์ฉาดใหญ่ เพราะนี่คือการส่งสารประกาศไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น แตกต่างจากปีที่แล้วที่อาจถูกมองว่ามีนัยทางการเมืองจากการที่ผู้ชนะคือ มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา เดินทางเอาเหรียญโนเบลไปมอบให้กับทรัมป์ถึงทำเนียบขาว เพื่อหวังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองภายในประเทศ แต่แล้วก็ไม่สำเร็จ เพราะจนถึงปัจจุบัน เวเนซุเอลายังคงนำโดยนางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดี

 

🔵[คว่ำบาตรศาลอาญาโลก] 

ในการแถลงของมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เขาให้เหตุผลในการคว่ำบาตรศาลอาญาโลกว่า รัฐบาลทรัมป์จะไม่ยอมให้มีการดำเนินคดีกับชาวอเมริกัน เพราะสหรัฐฯ ไม่ขึ้นอยู่กับเขตอำนาจศาลของศาลจอมปลอมนี้ ดังนั้นจึงต้องออกมาตรการเพื่อตัดแหล่งทรัพยากรและบั่นทอนความสามารถในการปฏิบัติงานของศาล อย่างไรก็ตามเขากำหนดระยะผ่อนผันนาน 6 เดือน โดยอ้างว่าเพื่อเปิดโอกาสให้ศาลและประเทศสมาชิกแก้ไขข้อกังวลของสหรัฐฯ

 

การคว่ำบาตรจะส่งผลให้บริษัทในสหรัฐฯ ไม่สามารถทำธุรกิจกับศาลอาญาโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทประกัน ไปจนถึงผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ แต่ทางศาลซึ่งเคยมีประธานศาลและผู้พิพากษาหลายสิบคนโดนสหรัฐฯ คว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้ ได้คาดการณ์และเตรียมรับมือมาหลายเดือนแล้ว จึงมีการเปลี่ยนซอฟต์แวร์ ธนาคาร และประกันสุขภาพใหม่เพื่อลดผลกระทบล่วงหน้า

ในความเป็นจริง สาเหตุหลักที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่พอใจศาลอาญาโลกมาจาก 2 กรณี คือ การเปิดการสอบสวนการกระทำของทหารสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน และการออกหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามในฉนวนกาซา

 

รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าศาลอาญาระหว่างประเทศได้กระทำการเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่โดยการดำเนินคดีกับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก อย่างไรก็ตามแม้สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้เป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรม แต่การกระทำผิดของประเทศเหล่านี้ในดินแดนหรือประเทศที่เป็นรัฐภาคีสามารถถูกพิจารณาดำเนินคดีได้ แต่สุดท้ายก็มักไม่ได้รับการยอมรับและยากที่จะนำตัวมาลงโทษในทางปฏิบัติ

 

ด้านเนทันยาฮูได้รีบออกมาขอบคุณทรัมป์ผ่านทางโซเชียลมีเดียทันที โดยขอบคุณ “ภาวะผู้นำ” ของทรัมป์ และกล่าวหาศาลอาญาระหว่างประเทศว่าเป็นองค์กรทางการเมืองที่คุกคามประชาธิปไตยที่เคารพกฎหมายทั่วโลกอย่างร้ายแรง

 

🔵[สหรัฐฯ ผู้อยู่เหนือกฎหมาย]

หลังทราบข่าวการคว่ำบาตร ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยประณามการกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็นความพยายามขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและข่มขู่ผู้ที่ทำงานหรือให้ความร่วมมือกับศาล เป็นการโจมตีหลักนิติธรรมและรากฐานของระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลักการพื้นฐานที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย”

 

ไม่ใช่แค่ศาลเท่านั้น แต่เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตเรส ซึ่งกำลังจะหมดวาระในสิ้นปีนี้ก็กล่าวว่าเขารู้สึกตกใจอย่างยิ่ง และมองว่านี่เป็นความเสียหายร้ายแรงต่อการแสวงหาความยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีต่างประเทศของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ ตั้งแต่อังกฤษ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ แคนาดา และญี่ปุ่น ต่างออกมาประกาศไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการคว่ำบาตร

 

ขณะที่พิลเลย์ได้ใช้เวทีโนเบลกล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มีความตึงเครียดและความวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของศาลระหว่างประเทศ จากการที่ประเทศหนึ่งได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อผู้พิพากษาเพียงเพราะคำสั่งศาลของพวกเขา นี่ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและไม่สามารถยอมรับได้ ส่วนคณะกรรมการโนเบลได้ย้ำว่าการมอบรางวัลครั้งนี้คือการแสดงให้เห็นว่า หลักนิติธรรมทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี เพราะสันติภาพต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม

 

จากปฏิกิริยาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าองค์กรระหว่างประเทศหรือนานาชาติจะออกมาคัดค้านอย่างไร แต่สหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ 2.0 ไม่สนใจเสียงทัดทานใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่น่าคิดต่อไปก็คือ ในเมื่อมหาอำนาจยังทำตัวเหนือกฎหมายได้ขนาดนี้ ในอนาคตจึงอาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากจะมีประเทศอื่นๆ เริ่มเลียนแบบสหรัฐฯ และอิสราเอลบ้าง

 

สุดท้ายต่อให้ทรัมป์จะอ้างผลงานจบสงครามได้กี่ครั้งก็ตาม แต่หากยังมีมาตรการบั่นทอนระเบียบโลกแบบนี้ มั่นใจได้เลยว่า รางวัลโนเบลคงไม่มีวันตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน และเราก็คงจะได้ยินวาทกรรมของทรัมป์เกี่ยวกับโนเบลไปจนหมดวาระการเป็นประธานาธิบดีครับ

ข่าวล่าสุด