Search

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

ภายหลังการประกาศยุติบทบาทการทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดใหญ่ของ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทำให้ทัพช้างศึกไทยก้าวเข้ามาสู่จุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้ง การทำงานของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยภายใต้การนำของพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง เพื่อหากุนซือคนใหม่ภายใต้เงื่อนไข คือต้องเป็นโค้ชต่างชาติที่มีประสบการณ์ระดับโลกเท่านั้น แน่นอนว่ามีโค้ชชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจ คำถามคืออะไรเป็นแรงดึงดูดทำให้กุนซือที่มีชื่อเสียงระดับโลกเหล่านี้สนใจมาร่วมทีมกับทีมชาติไทย?



"วินฟรีดเชเฟอร์"อดีตกุนซือทีมชาติไทยผู้เคยพาทีมเล็กๆอย่างจาไมก้าเข้ารอบชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลคอนคาเคฟโกลด์คัพปี 2015
"เรเนมูเลนสตีน"อดีตมือขวาของเซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสันตำนานของยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ "แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด"
"มิโลวานราเยวัช"อดีตกุนซือทีมชาติกานาที่พาทีมผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้
"มาซาฮิโระชิโมดะ"อดีตผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคทีมชาติญี่ปุ่นและอดีตผู้ช่วยโค้ชทีมชาติญี่ปุ่นรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี
และจอร์วานวิเอร่าผู้พาทีมชาติอิรักหักปากกาเซียนคว้าแชมป์เอเชียนคัพ 2007 ได้อย่างไม่มีใครคาดคิด
ทั้ง 5 คนอาจจะมีบทบาทที่แตกต่างกันในอดีต แต่วันนี้ทุกคนมีเป้าหมายเหมือนกัน นั่นคือการเสนอตัวที่พาทีมฟุตบอลชาติไทยเข้าสู่เวทีระดับโลก แต่นั่นหมายความว่าทั้งห้าคนต้องผ่านการคัดเลือกจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยพร้อมกับคู่แข่งที่มีดีกรีความสามารถและประสบการณ์ไม่แพ้กันอีกเกือบ 20 คน ตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนนักฟุตบอลทีมชาติไทย คือ สิ่งที่กุนซือระดับโลกเหล่านี้ต้องการ
ภายหลังการประกาศขอยุติบทบาทการทำหน้าที่กุนซือทีมชาติไทยของซิโก้เกียรติศักดิ์เสนาเมืองผู้ที่เรียกศรัทธาของแฟนบอลที่จางหายไปให้กลับมาอีกครั้งเมื่อสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทำให้ทีมชาติไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้ง
และตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของทีมชาติไทยจากนี้ไป คือกุนซือคนใหม่ที่เข้ามารับไม้ต่อจากเกียรติศักดิ์
นี่คืองานที่ท้าทายที่สุดสำหรับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย งานใหญ่สุดที่รออยู่ข้างหน้าคือการแข่งขันในศึกฟุตบอลโลกโซนเอเชียรอบ12ทีมสุดท้ายที่เหลืออยู่อีก 3 นัด ถึงแม้โอกาสเข้ารอบฟุตบอลโลกจะหมดไปแล้วก็ตาม แต่การลงสนามใน 3 แมทช์ นี้ จะเป็นตัวชี้วัดผลงานของใครก็ตามที่มาคุมนักเตะไทยในฐานะโค้ชคนใหม่
พล.ต.อ. สมยศพุ่มพันธ์ม่วงนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ความเชื่อว่าทางเดียวที่นักเตะไทยจะไปถึงถึงดวงดาวในระดับโลกได้ คือการมีโค้ชระดับโลก แต่คำถามที่ตามมาคือ อะไรจะทำให้โค้ชระดับโลกต้องมาสนใจทีมฟุตบอลเล็กๆ อย่างทีมไทย ที่มีอันดับอยู่ที่เพียง 129 ของโลก และผู้บริหารก็ไม่ได้มีงบประมาณอะไรที่มากมาย แถมนักเตะที่มีอยู่ก็ไม่ได้มีทักษะหรือความสามารถที่โดดเด่นพอที่จะเทียบเท่าทีมระดับโลกได้ แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร เสียงตอบรับจากบรรดาโค้ชหรือตัวแทนโค้ชที่เข้าคิวกันแสดงความประสงค์จะมาคุมทีมชาติไทย ก็มากพอที่จะบอกอะไรบางอย่าง
ถึงแม้ว่า "ซิโก้" หรือเกียรติศักดิ์เสนาเมือง จะไม่สามารถพานักเตะไทยไปถึงดวงดาวได้ แต่ผลงานที่สร้างไว้มีส่วนทำให้ทีมชาติไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จนเข้าตาโค้ชระดับอินเตอร์
ถึงแม้ทีมชาติไทยยังห่างไกลจากการก้าวขึ้นมาสู่ระดับโลก แต่นี่แหละอาจจะเป็นความท้าทายที่ทำให้โค้ชระดับอินเตอร์เหล่านี้รับอาสาเข้ามาสร้างประวัติศาสตร์
การที่มีโค้ชต่างชาติ กว่า20 คนเสนอตัวเข้ามารับงานคุมทัพช้างศึกต่อจากซิโก้ เป็นภาพที่ดีอย่างแน่นอนสำหรับฟุตบอลไทย แต่สำหรับผู้ที่คร่ำหวอดในวงการฟุตบอล มันอาจไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจมากนัก
ฟุตบอลเป็นธุรกิจที่การซื้อขายนักเตะและโค้ชฟุตบอล เป็นเรื่องปกติ คนกลางที่เรียกว่าเอเย่นต์ คือกลุ่มคนที่ทำให้การซื้อขายคึกคัก ด้วยการมองหาทีมที่ดีที่สุดให้กับนักเตะหรือโค้ชในสังกัด
หนึ่งในโค้ชระดับโลกที่ยื่นข้อเสนอคือ คาร์ลอสดุงก้าอดีตกุนซือทีมชาติบราซิล และนี่คือตัวอย่างของการทำงานของเอเย่นต์เพื่อหางานให้โค้ชในสังกัด แต่ทีมไทยเป็นเพียงแค่หนึ่งในทางเลือกเท่านั้น สุดท้ายแล้วการคุมทีมชาติจีนที่เสนอค่าตอบแทนที่สูงกว่า น่าจะเป็นคำตอบสำหรับคาร์ลอสดุงก้า จนถึงวันนี้ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดว่าสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยให้น้ำหนักกับผู้สมัครคนไหนมากเป็นพิเศษ และมีแนวโน้มที่จะขยายเวลาการพิจารณาออกไปถึงสิ้นเดือนเมษายนวิทยาเลาหกุลอุปนายกฝ่ายเทคนิคของสมาคมเป็นหัวหน้าคณะทำงานคัดเลือกผู้สมัคร นอกจากประสบการณ์แล้ว ผู้สมัครต้องผ่านกระบวนการสัมภาษเพื่อประเมินทัศนคติและวิสัยทัศน์ ก่อนวิทยาจะร่วมกับ นายกสมาคมพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง และพล.ต.ท. พิสัณห์จุลดิลกเลขาธิการสมาคมฯ พิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย
พล.ต.อ.สมยศ คงมีความปรารถนาที่แตกต่างจากแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่อยากเห็นนักเตะไทยไปโลดแล่นในสนามฟุตบอลระดับโลก แต่คำถามใหญ่คือ การจ้างโค้ชต่างชาติเป็นคำตอบที่ถูกหรือไม่
หากย้อนกลับไปดูผลงานของทีมชาติไทยภายใต้การคุมทีมของโค้ชชาวต่างชาติตั้งแต่ปี 2532 นักเตะไทยคว้าแชมป์รายการต่างๆได้รวมกันเพียง 6 ครั้งเท่านั้น ในขณะที่ยุคของโค้ชชาวไทยสามารถพาทีมคว้าแชมป์รายการต่างๆรวมกันได้ถึง 9 ครั้ง
ถ้าจะมีใครสักคนที่ได้สัมผัสถึงข้อแตกต่างระหว่างโค้ชไทยกับโค้ชชาวต่างชาติได้ดีที่สุดคงจะหนีไม่พ้นนักฟุตบอลคนนี้ ธีรเทพ วิโนทัย หรือ "ลีซอ" อดีตดาวรุ่งที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชาติไทยชุดใหญ่ตั้งแต่ในยุคที่คาร์ลอสโรแบร์โตคาร์วัลโญกุนซือชาวบราซิลทำหน้าเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย
เทิดศักดิ์ใจมั่นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยยอมรับว่าโค้ชชาวต่างชาติมีจุดเด่นในเรื่องของแทคติกการใช้จิตวิทยา และความเป็นมืออาชีพ
ไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะลงเอยที่โค้ชต่างชาติคนไหน ความสำคัญอยู่ที่ว่าสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยจะสามารถบริหารและใช้ประโยชน์จากกุนซือคนนั้นได้แค่ไหนเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง...

192.168.52.212