Search

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

ลูกไฟเกือบ 60 ลูกที่พุ่งขึ้นจากเรือรบกองทัพสหรัฐฯ 2 ลำ ได้แก่ ยูเอสเอสพอร์เตอร์ และยูเอสเอสรอสส์ บริเวณทิศตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อช่วงเช้ามืดวันศุกร์ที่ 7 เมษายน ได้ทำให้ท้องฟ้าอันมืดมิดลุกโชนไปด้วยไฟสงคราม เพราะลูกไฟเหล่านั้น คือขีปนาวุธ "โทมาฮอว์ก" ที่ถูกยิงไปตกยังฐานทัพอากาศเชย์รัตในเมืองฮอมส์ประเทศซีเรีย โดยคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขณะนั้นกำลังต้อนรับการมาเยือนของประธานาธิบดีสี จี้นผิง ที่รีสอร์ตส่วนตัว "มาร์-อะ-ลาโก" ในรัฐฟลอริดา


เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อ 3 วันก่อนหน้านั้น เมื่อกองกำลังไม่ทราบฝ่ายได้โจมตีพื้นที่ของฝ่ายกบฎต่อต้านรัฐบาลในเมืองข่านเชคุน จังหวัดอิดหลิบ ด้วยก๊าซพิษซาริน ที่ไร้สี ไร้กลิ่น แต่ออกฤทธิ์รุนแรง ส่งผลให้ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต้องเสียชีวิตไปเกือบ 90 คน ในจำนวนนี้ เป็นเด็กทั้งชายและหญิงราว 30 คน
หลังเกิดเหตุ ได้เกิดการโต้เถียงกันอิรุงตุงนังว่าใครเป็นคนทำกันแน่ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลซีเรียภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ซึ่งทรัมป์มักเรียกขานด้วยถ้อยคำรุนแรงทั้งนักฆ่าผู้ทารุณ ปีศาจ ไปจนถึง "สัตว์เดรัจฉาน" ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าครอบครองอาวุธเคมี แถมรัสเซีย พันธมิตรเบอร์หนึ่งยังรู้เห็นเป็นใจ ด้วยการโจมตีโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเพื่อปกปิดหลักฐาน
แต่ฝ่ายรัสเซียแย้งว่า กองทัพรัฐบาลซีเรียเป็นผู้โจมตีจริง แต่อาวุธเคมีที่กระจายไปทั่วบริเวณเกิดจากการทิ้งระเบิดไปโดนคลังแสงของฝ่ายกบฎต่างหาก ด้านผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แย้มว่า นี่คือการจัดฉากเพื่อหาเหตุ และเตือนด้วยว่า ในอนาคตอันใกล้อาจเกิดการใช้อาวุธเคมีขึ้นมาอีกครั้ง
แม้ยังไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง เพราะยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบ แถมยังไม่ทันได้ขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส แต่ทรัมป์กลับตัดสินใจเด็ดขาด สั่งโจมตีฐานทัพของอัสซาดทันที ถือเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศโดยตรงต่อรัฐบาลซีเรีย นับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามกลางเมืองเมื่อปี 2554 เพราะที่ผ่านมา การโจมตีของสหรัฐฯ จะพุ่งเป้ากำจัดกลุ่มก่อการร้าย "ไอเอส" เท่านั้นโดยกระทรวงกลาโหมหรือ "เพนตากอน" ให้เหตุผลว่า การโจมตีมุ่งยับยั้งรัฐบาลซีเรียไม่ให้ใช้อาวุธเคมีอีก และปฏิบัติการของสหรัฐฯ จะมีอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการกระทำของนายอัสซาดต่อจากนี้ขณะเดียวกันเพนตากอนบอกว่า ได้แจ้งเตือนกองทัพรัสเซียซึ่งมีนายทหารจำนวนหนึ่งอยู่ที่ฐานทัพล่วงหน้าก่อนเปิดการโจมตีแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย แต่ปรากฎว่า ปูตินยัวะจัด ด่ากราดว่าสหรัฐฯ รุกรานชาติอธิปไตย ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และประกาศระงับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความปลอดภัยด้านการบินในซีเรียที่ลงนามกับสหรัฐฯ เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันในขณะที่เครื่องบินของทั้งสองฝ่ายแยกกันปฏิบัติการ หมายความว่า นับจากนี้ สหรัฐฯ รัสเซีย และกองกำลังพันธมิตรของแต่ละฝ่าย อาจเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ทุกเมื่อ
แม้จะทำให้รัสเซีย ซีเรีย และอิหร่านควันออกหู แต่ทรัมป์ซึ่งชูภาพลักษณ์ "อเมริกาบ้าสงคราม" ก็ได้รับเสียงสนับสนุนอื้ออึงจากนักการเมืองในประเทศ ตั้งแต่จอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกอาวุโสพรรครีพับลิกัน ไม้เบื่อไม้เมาของทรัมป์, พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ไปจนถึงชัค ชูเมอร์ ผู้นำ ส.ว.พรรคเดโมแครต จนสามารถกลบกระแสความล้มเหลวด้านการบริหารไปได้พักใหญ่ ส่วนในต่างประเทศ นอกจากพันธมิตรขาประจำในเอเชียและยุโรปแล้ว ตุรกีที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะแปรพักตร์ไปอยู่กับรัสเซียก็ได้ยูเทิร์นมาหาเพื่อนที่คุ้นเคยอีกครั้ง
แต่โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี การตัดสินใจของทรัมป์ ต้องแลกมาด้วยความบาดหมางกับปูติน บุคคลที่ทรัมป์เคย "จูบปาก" ตลอดการหาเสียง ทรัมป์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย ณ เวลานี้ อาจอยู่ในระดับที่ "ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์" ขณะที่ปูตินกล่าวว่า ความไว้วางใจที่เขามีต่อทรัมป์มีแต่เลวร้ายลงเรื่อยๆ จนคนพากันงงเป็นไก่ตาแตก เพราะเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ทรัมป์ยังถูกกล่าวหาว่ารู้เห็นเป็นใจกับรัสเซียให้เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งอยู่หยกๆ
นอกจากนี้ การตัดสินใจของทรัมป์ยังถือว่า "กลืนน้ำลายตัวเองอึกใหญ่" เพราะเขาประกาศจุดยืนต่อต้านสงครามมาโดยตลอด ตั้งแต่สงครามอิรักสมัยจอร์จ ดับเบิลยู บุช มาจนถึงสงครามซีเรียสมัยโอบามา หลักฐานสำคัญที่มัดตัวเขาจนดิ้นไม่หลุดก็คือ ข้อความใน "ทวิตเตอร์" เมื่อปี 2556 ทรัมป์โพสต์ว่า โอบามาควรตีตัวออกห่างจากซีเรีย เพราะหากสหรัฐฯ ก่อสงครามและทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ และโอบามาคงจะดูไม่ดีเอามากๆ และควรเอาเวลามาสนใจปัญหาในประเทศดีกว่า แต่มาเวลานี้ ทรัมป์กลับทำในสิ่งที่เขาเคยวิจารณ์โอบามาไว้ทุกอย่าง
อีกปัญหาก็คือ นโยบายต่างประเทศของทรัมป์ยังไม่ทันได้เข้ารูปเข้ารอย โดยเฉพาะนโยบายต่อซีเรีย ก่อนหน้าการโจมตี นิคกี เฮย์ลี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติบอกว่า การล้มรัฐบาลอัสซาด ไม่ใช้ "เป้าหมายหลัก" อีกต่อไป แต่มาตอนนี้เร็กซ์ ทิลเลอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศกลับบอกว่า "อัสซาด มัสท์ โก!"
ถึงกระนั้น ทรัมป์ก็ยังให้สัมภาษณ์ล่าสุด ยืนยันว่า เขาไม่มีทางก่อสงครามเต็มรูปแบบไม่ว่ากับฝ่ายใดในซีเรียอย่างแน่นอน แต่คำถามก็คือ คำพูดของทรัมป์เชื่อถือได้แค่ไหน และเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ "พลิกลิ้น" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ย้อนกลับมาที่การพบกันระหว่างทรัมป์และสี จี้นผิง นักวิเคราะห์มองว่า การที่ทรัมป์ตัดสินใจยิงโทมาฮอว์กใส่ซีเรียในช่วงก่อนเจรจากับผู้นำจีนไม่กี่ชั่วโมง คือการส่งสัญญาณให้สีรู้ว่า หากจีนซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของเกาหลีเหนือไม่ยอมช่วยสหรัฐฯ คุมการทดลองขีปนาวุธและการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของคิม จอง-อึนแล้ว เกาหลีเหนืออาจตกเป็นเป้าโจมตีรายต่อไป
ท่าทีของทรัมป์เห็นได้ชัดเจนขึ้นจากการส่งกองเรือรบ นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินขวัญใจชาวอเมริกัน "ยูเอสเอส คาร์ล วินสัน" จากสิงคโปร์ไปยังคาบสมุทรเกาหลีทันทีหลังคุยกับผู้นำจีนเสร็จ เพราะนี่คือเรือที่ประกอบไปด้วยทหารกว่า 6,500 นาย เครื่องบินรบหลายสิบลำ พร้อมระบบป้องกันขีปนาวุธชั้นยอด และยังไม่นับเรือดำน้ำที่ทรัมป์ขู่ว่ามีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเรือบรรทุกเครื่องบินเสียอีก
ด้านเกาหลีเหนือที่ยิงขีปนาวุธต้อนรับทรัมป์มาแล้ว 2 ครั้งซ้อน ในขณะที่เขากำลังเจอกับผู้นำญี่ปุ่นและจีนเพื่อประกาศว่า "ข้าไม่กลัวเอ็ง" ได้ตอบโต้ด้วยความแข็งกร้าวว่า รัฐบาลเปียงยางพร้อมต่อสู้ในสงครามทุกรูปแบบที่สหรัฐฯ ปรารถนา และพร้อมเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีด้วยนิวเคลียร์ก่อน นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวว่า เกาหลีเหนือกำลังเตรียมทดลองอาวุธนิวเคลียร์รอบใหม่ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 6
แต่งานนี้ดูเหมือนจีนจะยอมเล่นด้วย เพราะปรากฎว่า รัฐบาลจีนได้สั่งระงับการนำเข้าถ่านหินซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักจากเกาหลีเหนือ ขณะที่สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลปักกิ่ง "เดอะ โกลบอล ไทม์ส" ตีพิมพ์บทความเตือนคิม จอง-อึนว่า อย่าทำพลาดอีก
ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าทรัมป์กำลังยื่นหมู่ยื่นแมวกับสี จี้นผิง เพราะจากที่เคยโจมตีว่าจีนกำลัง "กระทำชำเรา" เศรษฐกิจสหรัฐฯ จนขาดดุลหลายแสนล้านดอลลาร์ มาวันนี้ทรัมป์บอกว่า จีนไม่ใช่ประเทศที่แทรกแซงค่าเงินหยวนอีกต่อไป แถมชื่นชมด้วยว่า การหารือระหว่างเขากับผู้นำจีนเป็นไปอย่าง "ฉันมิตร" โดยฝั่งจีนมีข้อแม้เดียว นั่นคือ ขอให้ใช้ "สันติวิธี"
แต่ถึงอย่างไรเสีย จีนก็คงไม่ยอมเสีย "รัฐกันชน" อย่างเกาหลีเหนือไปง่ายๆ มิฉะนั้น เกาหลีใต้ซึ่งมีการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ "ธ้าด" ของสหรัฐฯ อาจรุกคืบเข้ามาประชิดพรมแดนจีนได้ในพริบตา
ตอนนี้ซีเรียและคาบสมุทรเกาหลีต่างตกเป็นสมรภูมิของ "สงครามตัวแทน" โดยมหาอำนาจโลก นั่นคือ ไม่ใช่เฉพาะแค่เกาหลีเหนือที่กำลังสู้กับเกาหลีใต้ แต่มันคือการงัดข้อกันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ส่วนที่ซีเรียยิ่งอีรุงตุงนังใหญ่ เพราะมีนับสิบประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง และแต่ละฝ่ายต่างก็มีวาระซ่อนเร้น งานนี้ "สงครามโลกครั้งใหม่" จะเกิดหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับว่า ผู้นำคนไหน "บ้าระห่ำ" กว่ากัน!

192.168.52.215